Behind the [LOVE] Scene Chapter 9
posted on 13 Nov 2011 22:06 by melodii-fiction in YamaJima
Behind the [LOVE] Scene
- Chapter 9 -
.
.
“ย..ยูยะคุง!! นายจริงๆ เหรอเนี่ย!”
เด็กหนุ่มหัวเราะร่าเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าตกใจเสียขนาดนั้น “ครับผม ทาคาคิ ยูยะ รายงานตัวแล้วครับ”
“ตายแล้ว! ไม่ได้เจอตั้งนาน สามปีกว่าได้ใช่มั้ย...แล้วกลับมาเมื่อไหร่ทำไมไม่บอกกันบ้างเลย”
“เพิ่งลงเครื่องเมื่อเช้านี้เองครับ พอกลับบ้านไปให้แม่เห็นหน้าพอหายคิดถึงแล้วก็รีบมาหาอุเอดะซังเลยนะเนี่ย...ว่าแต่ แล้วเจ้าเรียวล่ะครับ” หนุ่มหล่อถามถึงเด็กชายที่สนิทกันราวกับพี่น้องแท้ๆ... หากแต่คำตอบที่ได้รับคือการส่ายหน้าไปมา
“เรียวสุเกะ วันนี้ไม่สบายน่ะเลยไม่ได้มาทำงาน...ว่าแต่เราเถอะ หายไปเรียนต่อตั้งสามปี กลับมาไม่บอกไม่กล่าวกันเลยนะ แล้วกลับมานี่จะทำงานในวงการต่อหรือเปล่า แฟนคลับนายคงรอเหงือกแห้งแล้วป่านนี้”
ยูยะหัวเราะขำกับคำพูดของผู้จัดการส่วนตัวของเพื่อนรุ่นน้อง “ยังไม่รู้เลยครับ ก็ต้องดูว่าทางผู้ใหญ่เขาจะให้โอกาสหรือเปล่า...แล้วเจ้าเรียวมันไปทำอะไรมาถึงได้ไม่สบายล่ะนี่ อุเอดะซังให้งานทำหนักไปแน่ๆ เลยใช่มั้ยครับ”
“เปล่าซักหน่อย ฉันไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นนะ” คำตอบของร่างตรงหน้าทำเอายูยะหลุดขำออกมาอีกครั้ง “แต่นั่นสินะ...เรียวสุเกะไม่สบายได้ยังไง เมื่อวานก็ยังดีๆ อยู่เลยนี่นา”
“งั้นเราก็ไปถามเจ้าตัวกันเลยดีกว่า ผมจะได้แวะไปดูด้วยว่าตอนนี้เรียวมันเป็นยังไงบ้าง”
ร่างสูงพูดแล้วทำท่าจะเดินไป แต่ทัตสึยะกลับส่ายหน้า “ไม่ได้หรอก”
“ทำไมล่ะครับ”
“ก็ตอนนี้เรียวสุเกะพักอยู่บ้านเพื่อน แล้วฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าบ้านเพื่อนเรียวสุเกะอยู่ที่ไหน โทรไปอีกทีก็ปิดเครื่องไปซะแล้ว”
“เอ๋?...เพื่อน?” ยูยะเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ.....เจ้าเรียวมันมีเพื่อนที่สนิทกันถึงขั้นไปนอนพักที่บ้านได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย
ดูท่าว่าสามปีที่เขาจากไป จะมีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นสินะ..?
.......................................................................
........................................................................................
เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งหกโมงเย็น ร่างบอบบางก็ต้องจำใจเดินกระทืบเท้าเข้ามาในห้องของตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่โดนผู้เป็นมารดาไหว้วาน(ใช้)ให้มาตามยามาดะที่เขาไม่อยากจะเจอหน้าเพื่อลงไปทานข้าวเย็นด้วยกัน
แต่เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว จากที่คิดว่าจะได้เจอเจ้าของใบหน้า(กลมๆ)ที่กวนประสาทของอีกฝ่ายนอนหลับอยู่บนเตียง กลับกลายเป็นว่าตอนนี้ บนเตียงของเขานั้นว่างเปล่า มีเพียงผ้าห่มที่กองยุ่งๆ อยู่ตรงปลายเตียง กับหมอนวางอยู่เท่านั้น
แล้วยามาดะ เรียวสุเกะหายไปไหน ?
เหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่ามีใครกำลังถามถึงอยู่จึงเปิดประตูห้องเข้ามาในทันใด กลิ่นสบู่ที่หอมโชยมาแตะจมูกของร่างบาง ทำให้ยูโตะต้องรีบหันไปมองด้วยความตกใจ
ยิ่งเห็นสภาพร่างกายของเรียวสุเกะชัดๆ เต็มสองตา เขาก็ยิ่งแน่ใจว่า ที่เข้าใจในตอนแรกนั้นไม่ผิด..
แต่ถูกต้องที่สุดเลยต่างหาก !
“นะ..นาย...ไปอาบน้ำมางั้นเหรอ !”
ยูโตะถามน้ำเสียงตกใจ แต่คนถูกถามก็ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร กลับเดินลอยหน้าลอยตาไปนั่งลงบนเตียง แถมยังนั่งเช็ดผมที่เปียกของตัวเองไปพลาง เหมือนไม่ได้ยินคำถามของยูโตะเลยสักนิด
แต่สภาพที่เส้นผมเปียกโชก แล้วก็ตัวหอมขนาดนี้ ไม่ต้องถามก็รู้อยู่แล้วแหละว่า คนตรงหน้านี่ไปอาบน้ำสระผมมาจริงๆ !
คนป่วยที่ไหนเขาอาบน้ำสระผมกันตอนมีไข้บ้าง นายมันบ้าไปแล้ว ยามาดะ เรียวสุเกะ !!
“นาย...ยามาดะ! นายจะบ้าเหรอ! มีไข้อยู่แบบนั้นแล้วไปอาบน้ำ เดี๋ยวไข้ก็กลับกันพอดี!”
“ก็คนมันร้อน เหงื่อก็ออกเต็มไปหมดแล้วจะให้ฉันทำยังไง”
เรียวสุเกะเลิกเช็ดผมตัวเองแล้วเถียงกลับ มองยูโตะด้วยสายตาที่ว่า ‘นายนี่ ถามอะไรแปลกๆ’
“ก็เช็ดตัวไงล่ะ เช็ดตัวน่ะรู้จักไหม! เรื่องแค่นี้ไม่รู้รึไง....แล้ว......เฮ้ย! นี่นายเอาเสื้อฉันไปใส่งั้นเหรอ!!”
ร่างบางพูดเสียงดังด้วยความตกใจมากกว่าเดิมเมื่อเหลือบไปเห็นชุดที่เรียวสุเกะใส่อยู่ในตอนนี้...เสื้อยืดสีขาว กับกางเกงสามส่วนตัวนี้ มันของเขานี่นา! ไอ้บ้านี่มารื้อชุดของเขาไปใส่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!
“นายจะโวยวายทำไม เสียงดังน่ารำคาญชะมัด” เรียวสุเกะมองร่างบางด้วยสายตาไร้ความรู้สึกแวบนึงแล้วเช็ดผมตัวเองต่ออย่างไม่สนใจอะไรอีก ทำเอาคนที่ยืนมองอยู่อยากจะเข้าไปบีบคอให้ขาดอากาศหายใจตายๆ ไปซะเลย!
..จะโวยวายทำไมงั้นเหรอ...ก็นั่นมันชุดของเขานี่! เรื่องอะไรจะให้คนไร้มารยาทอย่างหมอนั่นใส่ง่ายๆ ล่ะ! แค่เมื่อคืนเขาให้ยืมชุดนอนตัวเดียวก็มากเกินพอแล้ว!
“ถอดออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!!”
คำพูดที่เหมือนเป็นคำสั่งของยูโตะ ทำให้เรียวสุเกะชะงักมือที่กำลังเช็ดผมตัวเอง แล้วเลิกคิ้วขึ้นมองอีกฝ่ายเหมือนต้องการความแน่ใจ ...ต่างฝ่ายต่างจ้องกันนิ่งอยู่อย่างนั้นสักพัก และจากนั้น เรียวสุเกะก็วางผ้าขนหนูที่ใช้เช็ดผมลงข้างตัว แล้วใช้มือทั้งสองข้างดึงเสื้อตัวเองขึ้นและถอดมันออกจากตัวของเขาทันที!
“เฮ้ย! นายทำบ้าอะไรน่ะ!!”
ร่างบางรีบเอามือขึ้นปิดตาซ่อนใบหน้าที่แดงซ่านของตัวเองไว้หลังฝ่ามือทั้งสองด้วยความตกใจ ส่วนคนที่นั่งอยู่บนเตียง เมื่อเห็นยูโตะทำแบบนั้นแล้วก็เลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง
“บอกให้ถอดฉันก็ถอดแล้วนี่ไง แล้วนายจะโวยวายอะไรอีกล่ะ”
“ก็...ก็.......” ก็ใครมันจะคิดว่านายจะถอดจริงเล่า! ไอ้บ้า!!
ยูโตะไม่ตอบ แล้วหันหลังเปิดประตูออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องเปิดประตูกลับเข้ามาอีกครั้งเพราะลืมบอกถึงจุดประสงค์ที่เขาขึ้นมาตามยามาดะ เรียวสุเกะถึงห้องนี้
“แม่ให้ฉันขึ้นมาตามนาย...ว่าให้ลงไปทานข้าวเย็นด้วยกัน” ร่างบางก้มหน้าก้มตาพูด ไม่ยอมมองอะไรที่สูงกว่าพื้นห้องทั้งนั้น “แล้วก็...เสื้อน่ะ นาย...ใส่ไปเถอะ ฉันไม่ว่าอะไรแล้ว...”
แล้วก็อย่ามาถอดต่อหน้าฉันอีกแล้วกัน!
.
.
.
เมื่อลับหลังเจ้าของห้องแล้ว คนที่นั่งเปลือยท่อนบนก็หลุดหัวเราะขำออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่....ไร้เดียงสาจริงๆ เลยนะ แค่เห็นเขาถอดแค่นี้ก็ทนมองไม่ได้ซะแล้ว...
แต่ก็คงจะไม่แปลก เพราะเมื่อเช้าที่เขาตื่นขึ้นมา กระดุมเสื้อก็ติดผิดๆ ถูกๆ ...สงสัยนายเป็นคนเปลี่ยนเสื้อให้ฉันล่ะสิ นาคาจิม่า...
ทั้งๆ ที่เป็นผู้ชายเหมือนกันแท้ๆ แต่ทำไมนายถึงได้ไร้เดียงสาขนาดนี้นะ
เรียวสุเกะหยิบเสื้อที่วางอยู่บนตักตัวเองขึ้นมาใส่เหมือนเดิมเพราะเริ่มรู้สึกหนาวๆ ขึ้นมาอย่างไรไม่ทราบ...กลิ่นหอมจากเสื้อที่ไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นหอมของน้ำยาปรับผ้านุ่มหรือกลิ่นหอมจากตัวเจ้าของเสื้อเองลอยขึ้นมาแตะจมูก ทำให้ริมฝีปากของคนใส่ค่อยๆ วาดเป็นรอยยิ้มบาง...โดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไม..?
.......................................................................
........................................................................................
งานเลี้ยงฉลองการเลื่อนตำแหน่งของหัวหน้าครอบครัวตระกูลนาคาจิม่าเป็นเพียงงานเลี้ยงฉลองเล็กๆ และจัดอย่างเรียบง่าย...อันที่จริงมันก็ไม่อาจจะเรียกว่าเป็น ‘งานเลี้ยง’ ได้สักเท่าไร เพราะมีเพียงแค่อาหารที่หลากชนิดขึ้น กับเสียงเพลงที่เปิดคลอเบาๆ ไปด้วยเท่านั้นที่พิเศษกว่าทุกวัน นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากการรับประทานอาหารกันตามปกติ
แต่สำหรับยูโตะแล้ว...เขากลับคิดว่า งานเลี้ยงฉลองไม่จำเป็นต้องจัดยิ่งใหญ่ หรือประดับประดาอะไรให้มากมาย เพียงแค่ทุกคนในครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากัน และแสดงความยินดีต่อกัน นั่นก็ถือว่าเป็นงานเลี้ยงที่ดีที่สุดแล้ว
ในระหว่างการรับประทานอาหาร เรียวสุเกะซึ่งนั่งอยู่ตรงกันข้ามกับยูโตะ รู้สึกได้ถึงความรักและความอบอุ่นของคนในครอบครัวนี้อย่างไรไม่ทราบ...เหมือนเขาได้สัมผัสถึงสิ่งที่เขาไม่คุ้นเคยและไม่เคยชิน จนทำให้เขาทำตัวไม่ถูก จึงได้แต่นั่งเงียบๆ จมอยู่กับความคิดของตัวเองแต่เพียงผู้เดียว
และเรียวสุเกะก็คงจะไม่หลุดออกมาจากความคิดของตัวเองเป็นแน่ ถ้าไม่มีมือเล็กของคนที่นั่งข้างๆ มากระตุกชายเสื้อเสียก่อน
“พี่เรียว...เป็นอะไรไปฮะ ข้าวไม่อร่อยเหรอ?”
ไรยะเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง เรียวสุเกะมองหน้าเด็กชายตัวน้อยที่นั่งตาแป๋วจ้องหน้าเขาอยู่แล้วส่ายหน้าช้าๆ “พี่ไม่ได้เป็นอะไร”
“ไม่เป็นอะไรแล้วทำไมไม่กินข้าวล่ะฮะ ผมเห็นพี่เรียวนั่งนิ่งๆ อยู่ตั้งนานแล้ว”
“พี่...”
“ยามาดะคุง ทานข้าวไม่ลงเหรอจ๊ะ? หรือว่าไข้กลับล่ะเนี่ย ยูโตะวัดไข้เพื่อนทีซิว่ามีไข้รึเปล่า”
คนถูกพาดพิงแทบสำลักน้ำทันทีที่ได้ยินคำพูดกึ่งคำสั่งของผู้เป็นมารดา...เขาอุตส่าห์นั่งเฉยๆ ไม่ยุ่งกับมันแล้วนะ แล้วทำไมถึงโดนพาดพิงอีกล่ะเนี่ย ให้ตาย...
“แล้วผมไปเกี่ยวอะไรด้วยล่ะฮะแม่ ไรยะนั่งอยู่ฝั่งนั้นให้ไรยะวัดให้สิฮะ”
“ยูโตะ! ทำไมไปใช้น้องแบบนั้นล่ะ เรานี่จริงๆ เลยนะ” คุณนายนาคาจิม่าเอ็ดลูกชายคนโตเสียงเข้ม คนถูกเอ็ดจึงหันหน้าไปมองบิดาที่นั่งถัดไปเหมือนขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกคุณนาคาจิม่าพูดตำหนิด้วยอีกคน ทำให้ร่างบางทำหน้าอยากจะร้องไห้ แล้วก็พาลแค้นใครอีกคนที่นั่งตรงข้ามกันในใจ
...เพราะหมอนี่แท้ๆ เลยเชียว เขาเลยต้องถูกพ่อกับแม่ว่าเอาแบบนี้...นายมันตัวปัญหาชัดๆ ยามาดะ เรียวสุเกะ!
“ยื่นหน้ามาสิ” ยูโตะพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แต่เรียวสุเกะกลับทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินซะอย่างนั้น ทำให้ร่างบางต้องเป็นฝ่ายโน้มตัวเอื้อมมือไปวัดไข้คนป่วยเสียเอง โดยไม่ลืมที่จะกล่าวคำสาปแช่งคนตรงหน้านี่ในใจไปด้วย
ทันทีที่แตะฝ่ามือเข้ากับหน้าผากของใครอีกคน อุณหภูมิความร้อนที่เขาคิดว่าไม่น่าจะต่ำกว่าสามสิบแปดองศาเซลเซียสได้สัมผัสกับมือเขา ทำให้ยูโตะตาโตขึ้นด้วยความตกใจ ลองพลิกหลังมือวัดดูอีกที ความร้อนก็ไม่ต่างกันเลยกับที่วัดไปครั้งแรก ทำให้เขาแน่ใจได้ในทันทีว่าคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาตอนนี้ ไข้ขึ้นอีกแล้ว!
“นายตัวร้อนจี๋เลยยามาดะ! เนี่ยนะไม่เป็นอะไรของนาย!”
ร่างบางชักมือกลับแล้วพูดเสียงดังเหมือนจะตำหนิคนป่วยกลายๆ แต่เรียวสุเกะเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอามือจับหน้าผากตัวเองดูบ้าง “ไม่เห็นจะร้อน”
“ไหน เอามือนายมานี่” ยูโตะพูดพลางคว้ามือของอีกคนมาจับไว้ ความร้อนผิดปกติจากฝ่ามือของเรียวสุเกะได้แผ่มายังมือของเขา และในตอนนั้น...เหมือนร่างบางจะเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลัง ‘จับมือ’ ของคนที่ไม่ชอบหน้าอยู่ จึงรีบปล่อยมือออกอย่างรวดเร็วและร้อนรน
“มะ...มือนายก็ร้อนนี่.....แล้วนายจะวัดไข้ตัวเองได้ยังไง”
ร่างบางพูดเสียงเบา ตาทั้งสองข้างหรุบมองต่ำ ไม่กล้าสบตาใครอีกคน.....นี่นายเป็นอะไรของนายเนี่ยยูโตะ...แค่จับมือวัดไข้ ทำไมใจต้องเต้นแรงแบบนี้ด้วยนะ!
“ตายแล้ว...งั้นถ้าไข้กลับแบบนี้ น้าว่าขึ้นไปนอนพักดีกว่านะจ๊ะ” คุณนายนาคาจิม่าพูดด้วยความเป็นห่วงเด็กหนุ่มตรงหน้า ซึ่งคุณนาคาจิม่าก็เห็นด้วยกับภรรยา
“นั่นน่ะสิ ทานอะไรไม่ลงแล้วใช่ไหม...งั้นยูโตะ ลูกพาเพื่อนขึ้นไปนอนพักในห้องเถอะไป”
“เอ๋...” อะไรเนี่ย เอะเอะก็ยูโตะๆๆ ทำไมพ่อกับแม่ไม่พาขึ้นไปเองเล่า!.....ร่างบางได้แต่โวยวายในใจแต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้..ขืนพูดสิ เขาจะได้โดนดุจนหูชาแน่ๆ เชียว มีทางเดียวที่จะไม่โดนดุก็คือต้องทำตามคำสั่งของพ่อกับแม่นั่นล่ะ
ยูโตะลุกขึ้นยืน หันไปเหล่มองอาหารบนโต๊ะเล็กน้อยด้วยความเสียดายแล้วเดินนำอีกคนขึ้นชั้นบนไป....อันที่จริงก็รู้อยู่แล้วนี่นาว่าห้องนอนอยู่ตรงไหน...รู้ถึงขนาดว่าห้องน้ำอยู่ตรงไหนแล้วด้วยซ้ำ แล้วทำไมต้องให้เขาพาขึ้นมาอีกนะ พ่อกับแม่นี่ก็เป็นห่วงจนเกินไปละ ทำยังกับหมอนี่เป็นลูกในไส้อีกคนงั้นแหละ ฮึ!
เห็นแล้วมันหมั่นไส้!
พอเปิดประตูห้องได้ ร่างบางก็ยืนอยู่ตรงประตูอย่างนั้น รอให้อีกคนเดินเข้าไปนั่งลงบนเตียงก่อนแล้วจึงเดินออกจากห้องไป คนที่นั่งอยู่จึงได้แต่ขมวดคิ้วมองตามหลังบางไปด้วยความสงสัย หากแต่ไม่นานนัก ยูโตะก็กลับเข้ามาพร้อมกะละมังบรรจุน้ำสะอาดและผ้าขนหนูผืนเดียวกับเมื่อวาน แล้วเอาทั้งหมดนั่นวางลงบนโต๊ะข้างเตียง ไม่ลืมที่จะกระแทกกะละมังนั้นเบาๆ พอเป็นพิธีด้วยความหมั่นไส้คนป่วยอย่างที่สุด
“เอ้านี่! เช็ดตัวเอาเองละกันนะ แค่นี้คงทำเองได้ใช่มั้ยล่ะ...อ้อ แล้วก็ ถ้าเช็ดเสร็จแล้ว ก็เอาผ้าไปซักแล้วเก็บให้เรียบร้อยด้วย” ร่างบางพูดทีเดียวเป็นชุด ไม่เว้นช่วงจังหวะให้อีกคนพูดแทรกได้เลยสักนิด จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปในทันที ทิ้งให้เรียวสุเกะนั่งอยู่ในห้องแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อลับหลังเจ้าของห้องแล้ว เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงปลายเตียงก็หันไปเหล่มองกะละมังและผ้าขนหนูผืนนั้นเล็กน้อย ก่อนที่จะตัดสินใจทิ้งมันไว้ที่เดิมแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงโดยไม่สนใจอะไรอีก
.
.
.
กว่าที่ยูโตะจะกลับเข้าห้องตัวเองหลังจากที่ไปอาศัยนอนในห้องน้องชายเสียนาน เวลาก็ล่วงเลยเข้าเช้าวันใหม่เสียแล้ว...ความจริงเขาเกือบจะตัดสินใจนอนที่ห้องไรยะไปทั้งคืนแล้วล่ะ ถ้าไม่ติดว่าในใจลึกๆ ของเขามันเป็นห่วงใครอีกคนที่นอนป่วยอยู่บนเตียงในตอนนี้...
ที่เป็นห่วงก็ไม่ใช่อะไรหรอกนะ เขาก็แค่กลัวว่าจะมีคนมาตายในบ้านเขาก็แค่นั้นแหละ!
และเมื่อเปิดประตูห้องเข้ามา ยูโตะก็ค่อยๆ เดินด้วยความเงียบที่สุดไปหาคนที่นอนอยู่บนเตียง แวบแรกที่เห็น ยามาดะ เรียวสุเกะก็ดูนอนหลับแบบปกติสุขดีจนเขาคิดว่าไข้คงจะลดลงแล้ว....แต่เมื่อลองมองดูดีๆ จะเห็นได้ชัดว่าคนป่วยมีสีหน้าแย่ลงไปทุกที นอนก็ค่อนข้างจะกระสับกระส่ายอย่างไรไม่ทราบ และเขาก็เหมือนจะได้ยินเสียงเพ้อหรือละเมอออกมาจากปากของเด็กหนุ่มด้วย เท่านั้นล่ะ เจ้าของห้องก็แทบจะตะโกนร้องลั่นด้วยความตกใจเสียแล้ว ยิ่งหันไปเห็นอุปกรณ์เช็ดตัวที่ยังคงอยู่ที่เดิม ไม่ขยับไปไหน เขาก็ยิ่งอยากจะบ้าตายเสียตรงนั้น!
นี่พูดอะไรไปไม่ได้ฟังเลยใช่ไหม!
“ฉันน่าจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วสินะว่านายน่ะคงจะไม่เช็ดตัวเองแน่ๆ...ตายละ แล้วยาลดไข้ก็ไม่ได้กิน คงจะหายหรอกเนี่ยไอ้ไข้หวัดบ้าๆ ของนายน่ะ ยามาดะ เรียวสุเกะ!”
ยูโตะพูดกระแทกเสียงด้วยความไม่พอใจอย่างมาก หันไปมองนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้มันเที่ยงคืนกว่าเข้าไปแล้ว ขืนไปตามแม่มาเช็ดตัวให้หมอนี่ เขาคงจะโดนสวดยับแน่ๆ เชียว....ทั้งเรื่องนอนดึก...แถมยังปล่อยให้นายยามาดะนี่เป็นไข้หนักกว่าเดิมอีก
“สรุปฉันก็ต้องเช็ดตัวให้นายอีกแล้วใช่มั้ย.....เฮ้อ.........”
ยูโตะถอนหายใจยาว หันไปมองผ้าขนหนูกับกะละมังสลับกับมองหน้าคนป่วยเหมือนทำใจสักพัก ก็เริ่มลงมือหยิบผ้าผืนนั้นมาชุบน้ำบิดหมาด แล้วบรรจงเช็ดไปที่ใบหน้าของเรียวสุเกะอย่างเบามือ แม้ใจจริงอยากจะกดผ้าลงไปให้หนักๆ ก็เถอะนะ!
“...อือ....”
ความเย็นที่สัมผัสเข้ากับใบหน้าทำให้เจ้าตัวร้องครางออกมาเล็กน้อยพร้อมกับเบือนหน้าหนี ยูโตะเห็นดังนั้นจึงใช้มืออีกข้างที่ยังว่างอยู่จับหน้าคนป่วยให้อยู่นิ่งๆ และเช็ดหน้าให้เรียวสุเกะต่อไป แต่ทว่าคนป่วยก็ยังคงหันหน้าหนีอยู่แบบนั้น จนยูโตะต้องใช้ทั้งสองมือจับหน้าเรียวสุเกะเอาไว้เพื่อให้อยู่นิ่งๆ เสียที ร่างบางอ้าปากกำลังจะพูดต่อว่าเรียวสุเกะอยู่แล้ว ถ้าเกิดคนที่เขากำลังจะว่าไม่พูดละเมอออกมาเสียก่อน
“....แม่.....แม่ฮะ....แม่อย่าทิ้งผมไปนะฮะ.......”
“......ผมรักแม่....ผมคิดถึง......คิดถึงแม่.......”
“......แม่ฮะ.......”
เรียวสุเกะเพ้อออกมาเพราะพิษไข้ ทำเอาคนที่มองอยู่ชะงักอยู่กับที่ด้วยความตกใจ...และไม่ทันตั้งตัว มือของคนป่วยก็คว้ามือของเขาไปจับเอาไว้แน่น.....เหมือนกับกลัวว่ายูโตะจะหนีไป
“อะ...”
ยูโตะมองมือตัวเองที่ถูกดึงไปจับอย่างอึ้งๆ ....เอาอีกแล้วเหรอ...นายละเมอถึงแม่ แล้วก็มาจับมือฉันไว้อีกแล้ว
.....จะผิดไหมนะ ถ้าฉันอยากจะรู้ว่าตอนนี้แม่ของนายอยู่ที่ไหนกัน...ยามาดะ เรียวสุเกะ
นายถึงได้เพ้อหาแม่ทุกครั้งที่ไข้ขึ้นแบบนี้
แต่เอ๊ะ...เคยได้ยินมาว่า คนที่เพ้อตอนที่ไม่ได้สติเนี่ย เข้าขั้นอันตรายแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าอย่างนั้นเขาควรจะรีบปลุกนายยามาดะขึ้นมาใช่ไหม จะได้กินยาแล้วก็เช็ดเนื้อเช็ดตัวด้วย
“ยามาดะ...ยามาดะ เรียวสุเกะ ตื่นสิ นายต้องตื่นขึ้นมานะ”
มือบางเขย่าตัวคนป่วยเบาๆ แต่เมื่อเรียวสุเกะยังคงนอนหลับอยู่เช่นเดิมจึงเพิ่มแรงขึ้นอีก...แรงขึ้นจนคนที่นอนอยู่ค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นมา เปลือกตากะพริบช้าๆ มองคนตรงหน้าด้วยความมึนงง
อาจจะเพราะพิษไข้ที่ยังมีอยู่ ทำให้เรียวสุเกะมองเห็นคนตรงหน้าในตอนนี้คือแม่ของเขาเอง....คนป่วยยิ้มดีใจที่ได้เห็นคนที่อยากเจอมาตลอดมายืนอยู่ตรงนี้ จึงรีบดึงแขนของคนที่เขาเห็นว่าเป็นแม่เข้ามาหาตัวทันที และกอดเอาไว้แน่น ...กลัวเหลือเกินว่าแม่จะหนีเขาไป
“เฮ้ย นาย ทำอะไรน่ะ”
ยุโตะร้องโวยวาย ใบหน้าแดงซ่าน หัวใจเต้นเร็วขึ้นอีกครั้ง ร่างบางดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของอีกคน แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของอ้อมกอดนี้จะไม่ได้รู้ตัวเลยว่ากำลังทำอะไรอยู่
“แม่...แม่มาหาผมแล้วใช่ไหม....แม่ฮะ....”
“ฉันไม่ใช่แม่นาย ไอ้บ้ายามาดะ ปล่อยนะ!”
ยูโตะใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักอกของเรียวสุเกะออก และเขาก็ทำสำเร็จ...สำเร็จอย่างง่ายดายเสียด้วย เพราะคนกอดเขาปล่อยแขนออกเอง...ไม่สิ....เหมือนกับว่าแขนของเรียวสุเกะตอนนี้หมดแรงแล้วต่างหาก
“นะ...นาย....นาคาจิม่า.....”
“เออสิ! ฉัน นาคาจิม่า ยูโตะ ไม่ใช่แม่ของนายหรือของใครทั้งนั้นแหละ!”
“.................”
เรียวสุเกะเงียบไป ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาจากปากอีก เมื่อเรียวสุเกะเงียบ ยูโตะก็เลยเงียบไปด้วย.....ต่างคนต่างเงียบอยู่แบบนั้น จนกระทั่งร่างบางหมดความอดทน....เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เรียวสุเกะนอนจมอยู่กับความเงียบนั้น...เพียงลำพัง
To be continued
มาต่ออีกตอนแล้ววว ใครเข้ามาอ่านส่งเสียงกันบ้างก็ได้น้า อยากรู้ว่ามันสนุกไม่สนุกยังไง เพราะเรื่องนี้เมยังแต่งไม่จบ จะได้ดูเสียงคนอ่านด้วย (เพราะไม่งั้นก็อาจแต่งไม่จบอยู่อย่างนี้)
ส่วนตอนนี้ก็ยังคงแต่งฟิคทาคาริว555 แต่เริ่มอืดละ มัวแต่ดูซีเกมส์ ไว้ค่อยแต่งต่อหึๆ ไปละค่ะ~
สารบัญ Ficton



