YamaJima

Behind the [LOVE] Scene Chapter 10

posted on 13 Apr 2012 23:44 by melodii-fiction  in YamaJima  directory Fiction

 

Behind the [LOVE] Scene

- Chapter 10 -

 

 

 

เด็กชายมองเหม่อเพดานห้องสีขาว หัวสมองว่างเปล่า ... เมื่อไหร่กันที่ความคิดถึงนี้จะไม่มาทำร้ายเขาอีก ... ความรัก ความคิดถึงที่มีต่อแม่เพียงคนเดียวของเขา ....

 

ถ้าเพียงแต่เขาย้อนเวลากลับไปได้ บางที...

อาจจะไม่มีเขาในวันนี้แล้วก็เป็นได้

 

 

“เอ้านี่”

 

เสียงใสของใครบางคนที่ขัดขึ้นมา ทำให้เรียวสุเกะหลุดออกมาจากภวังค์ หันมามองมือบางที่ยื่นมาพร้อมกับถ้วยเล็กๆ ที่บรรจุยาเม็ดหนึ่งไว้อยู่ก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

 

“กินซะสิ ไข้จะได้ลด”

 

คนป่วยยื่นมือไปรับยาเม็ดนั้นพร้อมกับแก้วน้ำมาถือไว้ก่อนจะกลืนยาเม็ดเล็กลงคอไป และเอ่ยคำขอบคุณออกมาเบาๆ ยูโตะมองคนตรงหน้าอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตาสักเท่าไรนัก...คนอย่างยามาดะ เรียวสุเกะเนี่ยนะพูดคำว่าขอบคุณเป็น?

 

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น ริมฝีปากของคนคิดก็มีรอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นมา...โดยที่เจ้าตัวก็ไม่ได้ตั้งใจ

 

 

“แล้วก็นี่ เช็ดตัวซะไข้จะได้ลดไวๆ ตัวนายก็ร้อนซะขนาดนี้ เป็นเพราะเมื่อเย็นที่อาบน้ำสระผมไปแน่ๆ คนไม่สบายที่ไหนเค้าอาบน้ำกันตอนไข้ขึ้นบ้างเล่า นายนี่น้า...”

 

ยูโตะพูดบ่นๆ ไปอย่างไม่ค่อยจริงจังนัก แต่ก็ทำให้อีกคนเงียบไปพลางยื่นมือไปรับผ้าขนหนูผืนนั้นมาเช็ดหน้าแต่โดยดี

 

แต่เมื่อเรียวสุเกะกำลังจะเลิกเสื้อตัวเองขึ้นเพื่อเช็ดเนื้อเช็ดตัวตามที่ถูกสั่งให้ทำ เจ้าของคำสั่งก็ต้องรีบยกมือขึ้นปิดตาแทบจะในทันที แถมยังรีบหมุนตัวหันหลังไปอีกทางอีกด้วย ทำเอาคนป่วยชะงักมือไปนิดหนึ่งแล้วหัวเราะขำออกมาเบาๆ

 

“ขำอะไรของนาย! เงียบไปเลยนะ”

 

ยูโตะพูดทั้งๆ ที่มือทั้งสองข้างยังคงใช้ปิดตาตัวเองอยู่ และตัวเขาก็ยังยืนหันไปอีกทางแท้ๆ  “ฉันก็แค่...ไม่อยากจะมองหุ่นนายให้เสียสายตาเท่านั้นแหละ!”

 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” คนป่วยพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ หากแต่คนฟังกลับคิดว่ามันเป็นประโยคที่กวนบาทาเอามากๆ เชียวล่ะ!

 

...

 

“เสร็จรึยังเนี่ย”

 

เมื่อเวลาผ่านไปประมาณสิบนาทีได้ ร่างบางซึ่งตอนนี้เอามือออกจากตาตัวเองแล้วแต่ยังคงหันหลังไปอีกทางอยู่พูดขึ้นอย่างหมดความอดทน ทำให้เรียวสุเกะที่เช็ดตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว(และนานแล้ว)เอ่ยขึ้นด้วยประโยคที่กวนบาทาซะยิ่งกว่าเมื่อกี้อีก!

 

“ฉันเช็ดตัวเสร็จแล้วต้องรายงานนายด้วยหรือไง พอดีไม่รู้น่ะ โทษทีละกัน”

 

“นาย!...ไอ้.....ฮึ่ย...นายมันบ้าชะมัด!”

 

ยูโตะพูดกระแทกเสียงอย่างหงุดหงิด รู้สึกว่าตั้งแต่ได้รู้จักกับนายยามาดะนี่ เขากลายเป็นคนที่หงุดหงิดและอารมณ์เสียง่ายไปซะแล้ว

ไม่สิ....เค้าเรียกว่าอารมณ์อ่อนไหวง่ายต่างหากเล่า

 

คิดเข้าข้างตัวเองเสร็จ ร่างบางก็เอื้อมมือไปหยิบกะละมังกับผ้าขนหนูผืนนั้นไปเก็บเข้าที่เดิม และเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยูโตะก็เดินมานั่งลงตรงโซฟาที่อยู่ไม่ไกลจากเตียงของเขาเท่าไรนัก พลางคิดในใจว่า คืนนี้เขาจะนอนที่ไหนดี...

 

“นาย...มานอนที่เตียงเถอะ เดี๋ยวฉันนอนโซฟาเอง”

 

“เอ๋?”

 

ยูโตะหันไปมองคนป่วยอย่างไม่เชื่อสายตา....ก็จู่ๆ คนอย่างยามาดะ เรียวสุเกะจะกลายเป็นคนดีขึ้นมาง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน...เป็นเพราะพิษไข้ หรือว่า....

 

“ทำไม? ฉันจะเป็นคนดีบ้างไม่ได้หรือไง ก็นี่มันห้องนาย นายก็ควรจะนอนที่เตียง ไม่ใช่ฉัน ผิดเรอะ?”

 

“ปะ-เปล่านี่ ฉันยังไม่ทันคิดอะไรสักหน่อย” ร่างที่โซฟาตอบอ้อมแอ้ม....ก็นายเล่นพูดขัดขึ้นมาก่อนแบบนี้ ใครจะทันได้คิดอะไรเล่า  “แต่..ฉันว่านายน่ะนอนเตียงไปเหอะ ป่วยอยู่ไม่ต้องทำเก๊กหรอก ขืนปล่อยให้นายนอนโซฟาแล้วเกิดละเมอเพ้อถึงแม่อีก ไม่ตกโซฟาเลยเหรอ...”

 

คำพูดสุดท้ายถูกกลืนลงคอไปเสียหมดทันทีที่ได้เห็นสีหน้าของใครอีกคนที่นั่งอยู่บนเตียงของเขา.....ยามาดะ เรียวสุเกะทำหน้านิ่งจนเกินไป.....นิ่ง จนเขารู้สึกผิดขึ้นมาจับใจกับการที่เผลอหลุดปากเอ่ยถึงแม่ของเด็กหนุ่มตรงหน้านี่เข้า

 

“เอ่อ...ขอโทษ”

 

ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาพูดออกไปแบบนั้น ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย แต่ทำไมต้องขอโทษนายนี่ด้วยนะ?

 

“..........”

 

“นาย...อยากจะเล่าอะไรไหม...”

 

เรียวสุเกะมองหน้าของยูโตะนิ่ง ซึ่งอีกคนก็ทำไม่ต่างกัน.....สิ่งที่เขาได้เห็นจากแววตาของร่างบางตรงหน้า ก็คือ...

 

ความจริงใจ...

เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

.

.

 

.

 

“ถ้านายอยากจะฟังน่ะนะ...”

 

.

.

 

.

 

.

 

 

.

 

“....นายคงจะสงสัยสินะ ว่าแม่ของฉันอยู่ที่ไหน..”

 

เรียวสุเกะเกริ่นเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยูโตะอยากจะรู้มากที่สุด ร่างบางนั่งมองเด็กหนุ่มตรงหน้านิ่งและตั้งใจฟังในสิ่งที่อีกคนกำลังจะพูดต่อไปนี้ โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า...ทำไมเขาถึงต้องอยากรู้เรื่องราวของนายยามาดะที่เขาไม่ชอบหน้าขนาดนี้ด้วย ?

 

เด็กหนุ่มตรงหน้าเขาเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะพูดต่อ  “...แม่เสียไปตั้งแต่ฉันอายุหกขวบ...ด้วยโรคมะเร็ง...”

 

“ฉัน...เสียใจด้วย”

 

ยูโตะพูดด้วยเสียงที่ดังพอๆ กับการกระซิบ รู้สึกใจโหวงเหวงพิกลเมื่อได้ฟังประโยคน่าสะเทือนใจเมื่อสักครู่.....เพราะอย่างนี้สินะ นายถึงได้เรียกหาแต่แม่แบบนี้....

 

การที่เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาโดยขาดความรักของผู้ให้กำเนิด...มันจะเจ็บปวดมากแค่ไหนกันนะ?

 

 

“แล้ว...พ่อของนายล่ะ”

 

ร่างบางเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไป หากแต่คำตอบที่ได้รับกลับกลายเป็นประโยคที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากของคนตรงหน้านี้

 

“พ่อน่ะหรือ...มีก็เหมือนกับไม่มี น่าจะตายๆ ไปซะ”

 

“ยามาดะ! นายพูดอย่างนี้ได้ยังไง นายกำลังแช่งพ่อของนายอยู่นะ รู้ตัวรึเปล่า!”

 

“อย่างนายจะมารู้อะไร!!!”

 

ยูโตะสะดุ้งตัวด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงตวาดของอีกฝ่าย และดูเหมือนเรียวสุเกะจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป จึงเอ่ยคำขอโทษออกมาเบาๆ

 

“ขอโทษ...ฉัน...ลืมตัวไปหน่อย”

 

“มะ...ไม่เป็นไร” ร่างบางเอ่ยเสียงสั่น ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก ทำให้ความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง

 

เงียบอยู่ได้ไม่นาน เรียวสุเกะก็เอ่ยเล่าเรื่องราวของตนเองต่อ.....เขาไม่รู้ว่าทำไมริมฝีปากถึงได้ขยับแบบนี้ เหมือนทุกอย่างที่มันอยู่ในใจเขามานานแสนนานและไม่เคยเล่าให้ใครฟังกำลังระเบิดออกมาในคราวเดียว....เป็นเพราะอะไรนั้น เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

บางที.. อาจจะเพราะแววตาจริงใจของคนตรงหน้านี้ก็เป็นได้

 

 

“...พ่อฉัน.......ผู้ชายคนนั้นไม่เคยสนใจแม่เลย.......เอาแต่ทำงาน สนใจแต่งาน ขนาดตอนที่แม่เข้าโรงพยาบาล พ่อก็ไม่เคยมาเยี่ยมแม่สักครั้ง.......แม้กระทั่งตอนที่แม่...กำลังจะตาย.....ผู้ชายคนนั้นก็ไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็น...”

 

“..จนในที่สุด แม่ก็ตาย.....ตอนนั้นแม่เอาแต่ยิ้ม...บอกว่ารักฉันกับพ่อมาก.....บอกให้ฉันดูแลตัวเองดีๆ.....บอกให้เชื่อฟังพ่อ......ทั้งๆ ที่ผู้ชายคนนั้นไม่เคยสนใจพวกเราแม่ลูกเลยแท้ๆ แต่แม่ก็ยังรักพ่อเสมอ....”

 

“.....ในตอนนั้น ฉันก็เลยคิดว่า ฉันจะตามความฝันของแม่ แม่เคยเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงมาก ฉันจึงเข้าวงการบันเทิงเพื่อที่จะสานฝันแม่ต่อไป......”

 

“แล้ว...ตอนนี้นายอยู่กับพ่อ หรือว่า....”

 

“ใช่...ฉันยังอยู่บ้านเขา.....แต่มันก็เหมือนกับการอยู่คนเดียวมากกว่า เพราะผู้ชายคนนั้นก็ยังคงเอาแต่ทำงาน นานๆ ทีถึงจะกลับมา สักครั้ง”

 

“.......”

 

ร่างบางไม่รู้จะพูดอะไรต่อ จึงทำได้แค่เงียบอยู่อย่างนั้น.....เมื่อได้ฟังเรื่องราวของยามาดะ เรียวสุเกะแล้ว เขาก็ชักจะเห็นใจนายนี่อยู่ลึกๆ เหมือนกัน เพราะอย่างนี้สินะ นายถึงได้ปิดตัวเอง อยู่กับตัวเองคนเดียวมาตลอด

 

“นาย......คงจะเหงามากสินะ?”

“....เอ๋?”

“อ๊ะ...ขอโทษที ฉัน..หลุดปากน่ะ แหะๆ”

 

ยูโตะรีบปฏิเสธเป็นพัลวันพลางโบกมือไปมา....เมื่อกี้หลุดปากพูดออกมาได้ยังไงกันนะเรา ถึงมันจะเป็นเรื่องที่คิดจริงๆ ก็เถอะ แต่ถ้าเขาพูดออกความเห็นอย่างนั้น คนตรงหน้าเขาคงจะไม่ชอบใจแน่ๆ

 

“นาย...นอนเถอะ ดึกมากแล้ว ยิ่งไม่สบายอยู่ด้วย เดี๋ยวทรุดลงกว่าเดิมจะแย่นะ”

 

ร่างบางเสนอเมื่อหันไปมองนาฬิกาแล้วพบว่าตอนนี้เป็นเวลาตีหนึ่งกว่าเข้าไปแล้ว ไม่ใช่แค่กว่าด้วยสิ...จะตีสองแล้วต่างหากเล่า คิดแล้วยังรู้สึกเหลือเชื่อไม่หาย นี่เขานั่งคุยกับคนที่ไม่ชอบหน้ากินเวลาเป็นชั่วโมงๆ เลยเหรอเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ พรุ่งนี้หิมะต้องตกแน่ๆ = =’

 

“แล้วนายจะไปนอนที่ไหน โซฟานั่นมันไม่สบายนักหรอกนะ”

 

เรียวสุเกะพูดในสิ่งที่คิด...ก็ดูสิ โซฟาตัวเล็กๆ แค่นั้นจะไปนอนสบายตัวได้ยังไง แล้วความสูงของคนร่างบางนี่ก็ไม่ใช่น้อยๆ เสียหน่อย ขืนนอนสิ ขาได้ยื่นเลยออกมาจากโซฟาแน่ๆ

 

“ฉัน....อืม....จริงๆ มันก็เล็กไปหน่อยล่ะนะโซฟานี้น่ะ งั้นเดี๋ยวฉันไปนอนห้องไรยะก็ได้ นายนอนไปเหอะ เดี๋ยวก็ไม่หายป่วยกันพอดี”

 

ยูโตะว่าอย่างนั้นก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟา มองคนป่วยอีกนิดหน่อยแล้วเดินออกจากห้องไป พอร่างบางเดินออกไปแล้ว เรียวสุเกะที่นั่งอยู่บนเตียงจึงลุกขึ้นมาจะเดินไปปิดไฟตัวใหญ่เพื่อที่จะเข้านอนเสียที แต่ทว่าประตูห้องกลับถูกเปิดเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับคนตัวบางเมื่อครู่ที่เดินเข้ามาและส่งยิ้มมาให้เขาแบบแห้งๆ

 

“คือว่า....ไรยะล็อคห้องนอนไปแล้วน่ะ ฉันไม่มีกุญแจด้วยเลยเข้าไม่ได้ แหะๆ....”

 

ยูโตะพูดแล้วนึกถึงน้องชายตัวเล็กที่ล็อคห้องหนีไปคนเดียวด้วยอารมณ์ขุ่นมัว คือเขาไม่ได้โกรธอะไรไรยะหรอกนะ แล้วที่ไรยะล็อคประตูเนี่ยก็เพราะเขาเป็นคนบอกไว้เองแหละว่าถ้าจะนอนแล้วให้ล็อคประตูห้องเพื่อความปลอดภัย แต่วันนี้เห็นหลับไปแล้วนี่นา ใครจะคิดล่ะว่าน้องเขาจะลุกขึ้นมาล็อคประตูแล้วนอนต่อน่ะ

 

“งั้นนายก็นอนเตียงไปเถอะ” เรียวสุเกะพูดแล้วเดินมานั่งลงที่โซฟา.....ถ้าเป็นเขาที่นอนที่ตรงนี้ ขามันอาจจะไม่เลยออกมาก็ได้ล่ะมั้ง

 

“ได้ไง นายป่วยนะ นายต้องนอนเตียงสิ” ยูโตะเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ จะให้เขาแย่งที่นอนคนป่วยมันก็กระไรอยู่ใช่มั้ยล่ะ แม้เตียงนี้มันจะเป็นของเขาก็เถอะนะ

 

“ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นซะหน่อย นายอย่าดื้อได้ไหม ฉันบอกจะนอนโซฟาก็คือนอนโซฟา นายก็นอนเตียงไปนั่นแหละ”

 

“ทำยังกับว่านายไม่ดื้องั้นแหละ...ป่วยแล้วยังจะทำปากเก่งอีก หัดฟังคนอื่นเขาพูดซะบ้าง”

 

“...........”

 

“...........”

 

ทั้งสองคนจ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร เรียวสุเกะนั่งมองหน้ายูโตะนิ่ง ส่วนยูโตะก็ยืนกอดอกมองเรียวสุเกะนิ่งเหมือนกัน.......ให้มันรู้ไปสิว่าคนอย่างนาคาจิม่า ยูโตะจะไม่ชนะไอ้บ้าหน้าบวมนี่ เชอะ!

 

 

.

.

 

.

 

 

“นี่ยามาดะ....หลับแล้วเหรอ...”

 

ร่างบางถามขึ้นขณะที่นอนหันหลังให้กับใครอีกคนที่อยู่บนเตียงเดียวกัน สรุปแล้วเขากับเรียวสุเกะก็ยอมกันคนละครึ่งทาง นั่นก็คือ...นอนเตียงเดียวกัน!

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็นอนบนเตียงด้วยกันทั้งคู่ จบ”

“เอ๋...อะ.....อะไรนะ”

“เตียงมันก็ใหญ่ พอจะนอนสองคนได้สบายๆ ยังไงก็ต้องสบายกว่านอนที่โซฟานี่แน่ๆ”

“ตะ...แต่ว่า...”

“นายจะเถียงอะไรอีกล่ะ ไม่ดีหรือไงที่ได้นอนเตียงเดียวกับฉัน ครั้งหนึ่งในชีวิตนายจะได้มีโอกาสนอนเตียงเดียวกับดาราดังอย่างฉันนะ.........หรือว่านายไม่กล้า ?”

 

พอได้ยินคำพูดสบประมาทเท่านั้นแหละ ยูโตะก็ลืมตัว เผลอหลุดปากออกไปว่า “ทำไมจะไม่กล้า” แล้วจากนั้น...เขาก็มานอนอยู่บนเตียงเดียวกับนายยามาดะนี่แล้วล่ะนะ

 

 

“เฮ้อ...”

ยูโตะถอนหายใจออกมาเบาๆ ให้ตายเถอะ ยังไงเขาก็นอนไม่หลับเสียที ทั้งๆ ที่เตียงมันก็เตียงเขา ห้องนี้ก็เป็นห้องนอนของเขา....แต่ทำไมพอมีอีกคนมานอนด้วยกันแบบนี้แล้วถึงหลับไม่ลงซะทีนะยูโตะ ?

 

ยูโตะพลิกตัวกลับมานอนหงายก่อนจะเหล่มองคนข้างๆ ที่นอนหลับสนิทไปแล้ว......นี่ก็อีก บ้านตัวเองรึก็ไม่ใช่ แต่หลับได้หลับดีจริงๆ สบายเหลือเกินนะพ่อคุณ !

 

“นี่”

“หะ...ห๊ะ”

ร่างบางสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆ คนที่เขาคิดว่าหลับไปแล้วกลับพูดขึ้นมาทั้งๆ ที่ยังหลับตาอยู่แบบนั้น.....ไอ้บ้า ยังไม่หลับก็ไม่บอก อยู่ๆ มาเรียกแบบนี้เขาก็ตกใจเป็นนะ(เว้ย)

 

“.......ขอบใจนะ”

 

เรียวสุเกะพูดเสียงเบาแทบจะเรียกว่ากระซิบ แต่ในห้องที่เงียบสงบแบบนี้มีหรือที่ยูโตะจะไม่ได้ยิน ร่างบางเผลอยิ้มออกมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดขอบคุณจากคนข้างกาย

 

“อืม...ยังไงฉันก็เป็นคนดีอยู่แล้วล่ะนะ”

 

ยูโตะเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะแว่วๆ ดังมาจากคนข้างๆ.......และจากนั้น เปลือกตาบางก็ได้พริ้มหลับลง ก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนริมฝีปากบาง

 

 

To be continued

 

 

มาต่อฟิครับสงกรานต์ค่ะ จริงๆควรจะมาต่อให้เร็วกว่านี้ แต่ก็ช่วงที่ผ่านมาก็ยุ่งๆกับอะไรหลายๆอย่าง เลยไม่ได้มาต่อสักที(บวกความขี้เกียจเข้าไปด้วยแหละ orz)

 

ไม่มีอะไรจะแก้ตัว ขอโทษจริงๆสำหรับคนที่รออ่านตอนต่ออยู่ (มีมั้ย?) 

ถ้ามีคนยังอ่านอยู่ เมก็ยังเอาลงต่อนะ

(แต่ถ้าไม่มี...ก็จะลงต่ออยู่ดี ฮ่า แต่อาจจะลงช้าหน่อยเท่านั้น)

 

สุดท้ายนี้ สุขสันต์สงกรานต์ และ สวัสดีปีใหม่ไทยค่า

สาดน้ำกันได้นะคะ ~ :D