YamaGoshi

My {Room} mate Chapter 3

posted on 17 May 2011 22:15 by melodii-fiction  in YamaGoshi

My {Room} mate

Yamashita Tomohisa X Tegoshi Yuya

 

 

Chapter 3

 

 

 

เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าเข้าไปแล้วตอนที่เจ้าของร่างสูงก้าวออกมาจากห้องนอนหลังจากที่จัดการกับโปรเจคมหาโหดจนใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ ชายหนุ่มตั้งใจว่าจะออกมาล้างจานและเก็บข้าวของให้เข้าที่เพื่อจะได้ไปนอนเสียที แต่เมื่อเห็นมุมครัวที่มีสภาพผิดแปลกไปจากตอนก่อนหน้านี้แล้ว ยามะพีก็หยุดชะงักฝีเท้าลง

 

สภาพครัวในห้องชุดของเขาตอนนี้...ถ้าจะมองให้เป็นศิลปะ เขาคงจะยกนิ้วให้สองนิ้วเลยจริงๆ แต่ถ้ามองในฐานะเจ้าของห้องที่จะต้องทำความสะอาดแล้วล่ะก็.....

 

ไม่รู้จะพูดอะไรเลยจริงๆ แฮะ

 

 

ยามาชิตะ โทโมฮิสะ สืบเท้าเดินเข้าไปใกล้อ่างล้างจานที่ตอนนี้มีจานมากกว่าห้าใบวางเรียงซ้อนกันอย่างสวยงาม ซึ่งแต่ละใบนั้น แน่นอนว่ามีคราบแกงกะหรี่ที่คงกำลังย่อยอยู่ในท้องของเขาติดฝังแน่นอยู่…อันที่จริง เรื่องคราบฝังแน่นเขาก็ยอมรับล่ะนะว่าเป็นคนปล่อยทิ้งไว้นานจนมันกลายเป็นคราบได้ขนาดนี้เอง แต่เรื่องจำนวนจานนี่สิที่มันน่าแปลก...

 

จำได้ว่ามื้อเย็นที่ผ่านมา มีแค่เขากับน้องชายเพื่อนรักนั่งกินข้าวราดแกงกะหรี่ด้วยกันแค่สองคนนะ? จานมันก็ต้องมีแค่สองใบสิ แล้วไหงตอนนี้มันถึงเพิ่มขึ้นมาเป็นเกือบสิบใบอย่างกับมีใครเสกเวทมนต์เพิ่มจำนวนใส่ได้ล่ะเนี่ย

 

“เด็กแสบ...”

 

ร่างสูงพึมพำฟังคล้ายเสียงคำรามในลำคอ....ได้ทีแก้แค้นเชียวนะไอ้เด็กนี่ แค่เขาบอกว่าจะล้างจานเอง ก็เล่นกวาดจานที่มีทั้งหมดบนชั้นลงมาทำผลงาน ‘ศิลเปรอะ’ เสียสวยสดงดงามจนเขาอยากจะส่งเข้าประกวดในหัวข้อ ‘ครัวเปรอะดีเด่นแห่งปี’ เสียจริง

 

แต่แค่จานอย่างเดียวคงยังไม่สาแก่ใจน้องท่าน เพราะเด็กแสบมือดียังแถมช้อนส้อมมากกว่าสิบคู่มาละเลงแกงกะหรี่เล่นจนทำให้งาน ‘ศิลเปรอะ’ สุดสวยชิ้นนี้ได้เปรอะเปื้อนไปทั่วทุกพื้นที่บนอ่างล้างจานอีกด้วย ผลงานดีเยี่ยมแบบนี้มันน่าให้รางวัลเป็นมะเหงกแรงๆ สักทีสองที ไม่สิ...ต้องเขกให้เท่ากับจำนวนจานและช้อนส้อมทั้งหมดนี้รวมกันมากกว่าจึงจะเหมาะสม

 

“หึ...”

 

เมื่อคิดภาพไปถึงตอนที่เด็กมือบอนนั่นละเลงแกงกะหรี่ให้เลอะจนทั่วทั้งอ่างได้ขนาดนี้ ยามะพีก็หลุดหัวเราะขำออกมาเสียไม่ได้....ทำเลอะได้ขนาดนี้ เจ้าตัวเองก็คงจะเหนื่อยไม่ใช่น้อยเลยเหมือนกันสินะ เผลอๆ ละเลงไปก็เลอะเข้าตัวเองด้วยอีก เถอะ...ถ้างั้นจะถือว่าเจ๊ากันก็ได้

 

เขาเองก็พูดกวนไปเยอะพอดู ถ้าไม่แก้แค้นเลยสิคงจะแปลกพิลึก

 

 

“ไหนๆ ก็ไหนๆ ได้ฤกษ์ทำความสะอาดเครื่องครัวยกใหญ่ก็ดีเหมือนกัน”

 

ร่างสูงพึมพำก่อนจะลงมือล้างผลงานศิลเปรอะชิ้นนี้.....ไว้ค่อยไปสะสางคราวหน้าก็ได้ ยังมีเวลาคิดบัญชีกับเด็กแสบนั่นอีกตั้งสามเดือน!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นาฬิกาบอกเวลาเจ็ดนาฬิกาพอดิบพอดี ขณะที่ร่างบางลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันนี้ เทโกชิ ยูยะกะพริบตาปริบๆ พยายามเพ่งมองนาฬิกาแขวนบนผนังอีกครั้งเผื่อว่าตัวเองจะมองพลาดไป....

เข็มสั้นชี้เลขเจ็ด

เข็มยาวชี้เลขสิบสอง...

 

เจ็ดโมงเช้าแล้วจริงๆ หรือเนี่ย!??

 

 

“ตายแล้ว!”

 

ร่างบางกระวีกระวาดลุกขึ้นจากเตียงนอนก่อนจะรีบหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่วิ่งตรงไปยังห้องน้ำที่อยู่ด้านนอก......ปกติแล้วยูยะไม่ใช่คนตื่นสาย อาจพูดว่าเป็นคนนอนหลับไม่สนิทก็ว่าได้ เลยไม่เคยที่จะหลับลึกจนนอนไม่ตื่นแบบนี้ ยิ่งมานอนแปลกที่แปลกทางนั่นยิ่งแล้วใหญ่ แต่ทำไมคราวนี้ถึงได้หลับสนิทเสียจนไม่รู้เวลาขนาดนี้ได้นะ

 

“อรุณสวัสดิ์...อ้าว นี่นายเพิ่งตื่นหรือเนี่ย”

เสียงทักทายดังมาจากเจ้าของร่างสูงที่กำลังทำอะไรสักอย่างตรงมุมครัว ซึ่งยูยะไม่มีเวลาที่จะสนใจ

แต่ถึงมีเวลา ยูยะก็ไม่นึกอยากจะสนใจผู้ชายที่ชอบยั่วโมโหกวนประสาทอย่างหมอนี่หรอก

 

ร่างบางไม่ตอบคำถามหรือตอบรับคำทักทายอะไรทั้งนั้น เมื่อวิ่งเข้าห้องน้ำได้เขาก็รีบจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะวิ่งออกมาอีกครั้งภายในเวลาที่คนตัวเล็กเดาเอาเองว่าไม่น่าจะถึงสิบนาที

 

“นายจะไปก็ไปก่อนเลย ฉันไปรถไฟเองได้”

ยูยะพูดเร็วๆ เมื่อเห็นเจ้าของห้องยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน และเขาก็ไม่ได้สนใจจะฟังคำตอบรับอะไรเพราะตอนนี้ไม่มีเวลาเหลือแล้ว!

 

อย่างนี้ข้าวเช้าก็ไม่ได้กินสิเนี่ย...

ร่างบางร้องครางในใจขณะแต่งตัวอยู่ในห้อง....จะว่าไป นี่คงเป็นครั้งแรกเลยสินะที่เขาไม่ได้กินข้าวมื้อเช้าก่อนไปเรียน...อย่างน้อยถ้าได้ขนมปังสักชิ้นก็คงจะดีไม่ใช่น้อยเลยล่ะ

 

เมื่อยูยะจัดการกับตัวเองเสร็จเรียบร้อยก็หยิบกระเป๋าเปิดประตูห้อง ตั้งท่าจะวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะตอนนี้ใกล้จะเจ็ดโมงครึ่งเข้าไปแล้ว เวลาเรียนของเขามันแปดโมงตรง แถมยังเป็นวิชาสำคัญเสียด้วยสิ ครึ่งชั่วโมงจากที่นี่ไปถึงมหา’ลัย....ต่อให้เขาวิ่งให้เร็วแค่ไหน รถไฟมันก็วิ่งได้เร็วเท่าเดิมอยู่ดีล่ะนะ

 

“ไม่ทันแหงๆ......อ๊ะ นาย ยังอยู่อีกหรือเนี่ย” ประโยคหลังร้องทักด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นร่างสูงผู้เป็นเจ้าของห้องยืนกอดอกเต๊ะท่าอยู่หน้าประตู......เหอะ ทำเป็นเก๊ก คิดว่าตัวเองหล่อนักหรือไง

 

“ช้าจริง ตอนเช้ารถมันติดก็น่าจะรู้...ไปกันได้แล้ว” ยามะพีว่าพลางเอื้อมมือมาจับแขนเขาไว้ ยูยะตั้งท่าจะสะบัดออกแต่สิ่งที่ได้ยินก็ทำเอาชะงักไป

 

“นี่นายรออยู่เหรอ..? ก็บอกให้ไปก่อนเลยไง ทำไมไม่ไปล่ะ”

“ก็ฉันรู้น่ะสิว่าถ้าปล่อยให้นายไปรถไฟเอง กว่าจะได้เข้าเรียนก็ต้องมีเลทอย่างน้อยชั่วโมงนึงแน่…อย่ามัวแต่พูด ไปเร็ว”

“เดี๋ยวสิ...งั้นนายก็จะสายไปด้วยเนี่ยนะ?” ร่างบางถามขณะวิ่งตามร่างสูงออกจากห้องไป ยามะพีไม่ตอบคำถามนั้นกลับเอาแต่ยิ้มมุมปากทำท่าทางมั่นใจว่ายังไงก็ต้องไม่สายแน่ๆ จนยูยะอยากจะถามเหลือเกินว่าไปเอารอยยิ้มมั่นใจนั่นมาจากที่ไหน...แต่ก็ช่างมันเถอะ

 

ก็แค่คนที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปเท่านั้นแหละ

 

 

จนกระทั่งทั้งคู่ลงมาถึงบริเวณลานจอดรถ สิ่งที่ยูยะได้เห็นนั้นเองก็ตอบทุกข้อสงสัยในใจเขาได้หมดว่าทำไมนายยามะพีนี่ถึงได้ทำท่าทางมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น

 

ใช่...ยูยะเชื่อว่าคงจะไม่สายแน่ๆ

.....แต่อย่าหวังเลยว่ายูยะจะนั่งไอ้รถสองล้อเสี่ยงภัยคันนี้ไปด้วยน่ะ...ฝันไปเถอะ!!!

 

 

“เป็นอะไร ขึ้นมาสิ ไหนว่ารีบ?”

“เอ่อ...นายไปเถอะ ฉันว่าฉันไปรถไฟเองดีกว่า” คนตัวเล็กว่าพลางทำท่าจะเดินจากไป ทำให้ใครอีกคนต้องบิดคันเร่งมาจอดรถขวางหน้าเอาไว้

 

“กลัวอะไรของนาย ฉันขับมอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่สมัยม.ต้น ไม่เคยล้มสักครั้ง.....ขึ้นมาเร็ว”

“ไม่ได้กลัวสักหน่อย...แค่ไม่ชอบ” ยูยะกอดอกฉับเถียงออกไปทันควัน

“ไม่กลัวก็ขึ้นมา เอ้าสวมนี่ไว้ด้วย” มือใหญ่ยื่นหมวกกันน็อคมาให้ แต่คนตัวเล็กไม่ยอมรับ ก็เลยยัดใส่เข้าไปให้ถึงมือ

 

“เอ๊ะ นายนี่...”

“แค่นั่งมอ’ไซค์ กลัวจนปอดแหกเลยหรือ…เด็กน้อย”

“ใครปอดแหก!? แล้วฉันก็ไม่ใช่เด็กน้อยด้วย ไปก็ไปสิ ไม่เห็นจะกลัว”

 

ยามะพีลอบยิ้มเมื่อร่างเล็กตกหลุมพรางคำพูดท้าทายของเขา....เด็กหนอเด็ก เป็นเด็กแสบซะเปล่าดันกลัวรถมอเตอร์ไซค์

 

 

“ไปได้รึยังล่ะ สายแล้วนะ”

 

เสียงเร่งที่ได้ยินจากทางด้านหลังทำให้ชายหนุ่มเตรียมจะออกรถ แต่ยามะพีก็ยังไม่ลืมที่จะหันมาพูดเตือนคนตัวเล็กที่นั่งซ้อนท้ายเขาด้วยน้ำเสียงที่คนฟังลงความเห็นว่ายังคงกวนประสาทเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 

.

.

“ถ้ากลัวที่จะตกลงไป พี่ชายแนะนำให้กอดเอวไว้นะ...เด็กน้อย”

 

 

ว่าแล้วยามาชิตะ โทโมฮิสะก็บิดคันเร่งออกรถไปอย่างรวดเร็วเสียจนยูยะอ้าปากเถียงอะไรไม่ทัน ‘เด็กน้อย’ ที่ได้นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์เป็นครั้งแรกในชีวิตทำได้แค่หลับตาปี๋คว้าเอวคนข้างหน้ามากอดไว้เป็นหลักประกันว่าเขาจะไม่ตกลงไปจากไอ้รถบ้าๆ นี่....อย่างน้อยถ้าจะตก ไอ้คนซิ่งก็ต้องตกลงไปด้วยกันล่ะน่า!

 

.

.

.

 

.

.

 

 

.

 

.

 

 

“…ลืมตาได้แล้ว”

 

เสียงทุ้มที่ได้ยินทำให้ร่างเล็กลืมตาขึ้นช้าๆ หลังจากที่นั่งหลับตาปี๋มาตลอดทาง....นี่มันแย่กว่าที่คิดไว้ซะอีก ไอ้รถบ้าคันนี้มันจะขับได้เร็วไปไหม ยูยะอยากจะอ้วกออกมาจริงๆ แต่เช้านี้เขายังไม่ได้กินอะไรเข้าไปเลยสักนิด  ต่อให้อยากอ้วกยังไงมันคงไม่มีอะไรออกมานอกจากน้ำย่อยแน่ๆ

 

ร่างเล็กถอดหมวกกันน็อคออกและสูดลมหายใจเข้าให้เต็มปอดเพื่อเรียกความสดชื่นกลับมา ก่อนจะก้าวลงจากรถ ทำเอาคนขับต้องรีบจับตัวไว้แทบไม่ทัน

 

 

“เดี๋ยวสิ ยังไม่ถึงซะหน่อย นี่มันแค่หน้าประตูมหา’ลัย”

 

สิ่งที่ได้ยินทำให้ยูยะหันไปมองรอบตัว และก็จริงอย่างที่หมอนี่พูด.....แต่มันก็ถูกแล้วนี่ ส่งเขาตรงนี้ก็เกินพอแล้วล่ะ

 

“ไม่เป็นไร ฉันลงตรงนี้แหละ ขอบคุณที่มาส่ง”

“ได้ไงเล่า ฉันหยุดรถแค่จะถามนายว่าจะไปตึกไหน ไอ้เรียวไม่ได้บอกไว้ว่านายเรียนคณะอะไร”

“มัณฑนศิลป์...แต่เดี๋ยวฉันเดินไปเองดีกว่า” คนตัวเล็กว่าพลางเดินจากไป แต่ยามะพีกลับเร่งเครื่องยนต์ขับมาจอดขวางหน้าไว้อีกครั้ง

 

“ตึกมันอยู่ตั้งไกล ขึ้นมาเถอะน่า นี่ก็แปดโมงเข้าไปแล้ว เดี๋ยวก็สายไปกว่านี้หรอก”

“ไม่ล่ะ ไม่ไหว...ถ้าขึ้นไปนั่งบนไอ้รถบ้านั่นอีกที ฉันต้องอ้วกแน่ๆ” ยูยะตอบไปตามตรงและเตรียมรอฟังคำพูดเยาะเย้ยของคนตรงหน้า....ก็จะมีใครบ้างล่ะที่นั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์แล้วเมารถเหมือนเขาน่ะ!

 

แต่นอกจากยูยะจะไม่ได้ยินคำพูดเยาะเย้ยอะไรแล้ว สิ่งที่ยามะพีพูดยังทำให้เขาแปลกใจมากกว่าเดิมเสียอีก...น้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนโยน กับมือใหญ่ที่สัมผัสเบาๆ บนกลุ่มผมของเขา....เป็นสองสิ่งที่คนตัวเล็กไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับจากผู้ชายกวนประสาทที่หนึ่งในโลกอย่างยามาชิตะ โทโมฮิสะเลยสักนิด

 

“ขอโทษนะที่ขับมาเร็วเกินไป ฉันสัญญาว่าคราวนี้จะขับช้าๆ แล้วก็ไม่ต้องสวมไอ้หมวกนี่แล้วด้วย นายจะได้หายใจได้เต็มที่ ดีไหม....”

 

ร่างสูงลูบศีรษะเล็กอย่างแผ่วเบา ก่อนจะยิ้มให้ตบท้าย “...ขึ้นมาเถอะ”

 

 

ยูยะสะบัดหัวออกจากมือของใครอีกคน ก่อนจะเดินมานั่งซ้อนท้ายรถสองล้อนรกนี่อีกครั้งโดยไม่พูดอะไรอีก ยามะพีเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย และจัดการออกรถขับไปยังคณะที่น้องชายของเพื่อนเรียนอยู่ทันที

 

“อย่าหลับตานะ มันจะยิ่งแย่” คนขับรถพูดดักโดยที่ไม่ได้หันมามอง ทำให้ยูยะลืมตาขึ้นโดยฉับพลัน “...ลองมองวิวรอบๆ สิ หายใจเข้าลึกๆ...อากาศดีจะตายไป”

 

ก็จริงอย่างที่หมอนี่ว่า...กระแสลมอ่อนๆ ที่พัดมาโดนใบหน้าของเขา ทำให้ยูยะรู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ...กลิ่นดอกไม้จากที่ไหนสักที่ลอยโชยมาแตะจมูกของเขา นั่นยิ่งทำให้ยูยะรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายลงมากทีเดียว…..

 

รู้ตัวอีกที เขาก็มาถึงที่ตึกคณะมัณฑนศิลป์เรียบร้อยแล้ว

 

 

“....ขอบคุณ”

 

เทโกชิ ยูยะเอ่ยเสียงเบาขณะก้าวลงจากรถมอเตอร์ไซค์ด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้นกว่าเดิม และร่างบางก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง เมื่อเห็นถุงผ้าใบเล็กที่อยู่ในมือใหญ่ของใครอีกคนยื่นมาตรงหน้า

 

“เอ้า เอาไปรองท้องซะหน่อย นายยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนี่”

“....ให้ฉันเหรอ?” ยูยะเบิกตาโตด้วยความแปลกใจมากกว่าเดิมเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากคนร่างสูง ทำเอายามะพีหัวเราะออกมาเล็กน้อย

“เปล่า ไม่ได้ให้ แต่แลกกับอาหารมื้อเย็นวันนี้ต่างหากล่ะ” ท่าทียียวนกับน้ำเสียงกวนประสาทที่ได้ยินทำให้ยูยะหยุดความคิดที่ว่าหมอนี่ก็เป็นคนดีเหมือนกันลงกะทันหัน.....โธ่ ก็แค่พวกทำดีหวังผลเท่านั้นแหละน่า!

 

ร่างบางสะบัดหน้ากะว่าจะเดินหนีโดยไม่รับ ‘ของแลก’ นั้น แต่เสียงครางประท้วงที่ดังมาจากกระเพาะของเขา ก็ทำให้มือเล็กเอื้อมไปคว้าอาหารเช้านั้นมาจนได้

 

ขืนมัวแต่ฟอร์ม ท้องก็ไม่อิ่มน่ะซี

 

“ขอบคุณ....ฉันไปล่ะ”

ยูยะหันหน้ามามองคนขับรถนิดเดียว ก่อนที่จะก้าวยาวๆ เดินหายเข้าไปในตัวตึกอย่างรวดเร็ว ยามะพีส่ายหัวเล็กน้อยเมื่อเห็นดังนั้น แต่บนริมฝีปากกลับมีรอยยิ้มแต่งแต้มขึ้นด้วยความเอ็นดู

 

ก็ยังดีที่พูดขอบคุณเป็น.....ชายหนุ่มคิดในใจขณะออกรถอีกครั้ง

.....ถึงจะเป็นเด็กน้อยยังไงก็ยังไม่ทิ้งลายเด็กแสบอยู่ดีนั่นล่ะน่า...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เวลาเที่ยงที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยแห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาเนื่องจากเป็นเวลาพักทานอาหารกลางวันของเหล่านักศึกษาที่มีเรียนในตอนเช้า ซึ่งก็ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนกายและใจก่อนที่จะต้องไปสู้รบกับวิชาในภาคบ่ายต่ออย่างหนักหน่วง และนั่นก็รวมไปถึงเด็กหนุ่มสองคนที่นั่งทานอาหารกันอยู่ในมุมหนึ่งด้วย

 

“นี่เทโกชี่~~”

 

เสียงเรียกจากเพื่อนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทำให้เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นจากอาหารกลางวันของตัวเองพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ามีอะไร ทว่าคนเรียกกลับไม่พูดอะไรต่อ เอาแต่ทำท่าหลิ่วตาคล้ายกำลังแซวอะไรบางอย่าง จนยูยะต้องเป็นฝ่ายพูดขึ้นซะเอง

 

“อะไรของแกชิเงะ ทำท่าแบบนั้นหมายความว่าไง?”

“แหมๆๆ อย่ามาทำเป็นไม่รู้~” ชิเงอากิยื่นแขนออกไปเอามือจิ้มแก้มยุ้ยๆ ของเพื่อนตัวเล็ก ทำเอาคนถูกแกล้งต้องปัดมือเพื่อนออกเป็นพัลวัน

“เล่นบ้าอะไร คนกำลังกินข้าว...แล้วพูดถึงเรื่องอะไรเนี่ย ฉันไม่เข้าใจ”

 

“ก็ฉันเห็นนะเมื่อเช้าน่ะ....” ชิเงอากิยิ้มกริ่มแลดูมีเลศนัยก่อนจะพูดต่อ “เดี๋ยวนี้มีคนขับรถมาส่งด้วยนะเว้ยเฮ้ยไอ้เทโกะ เขาเป็นใครบอกมาซะดีๆ อย่าคิดจะปิดเพื่อนเชียว”

“อ-ไอ้บ้า!!” ยูยะแทบจะพ่นข้าวที่อยู่ในปากออกมาทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น และก่อนที่เม็ดข้าวจะกระเด็นออกมาจากปากเขาไปโดนหน้าไอ้เพื่อนปากดีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มือบางจึงรีบคว้าน้ำมาดื่มอึกใหญ่จนกลืนข้าวก้อนโตที่อยู่ในปากลงกระเพาะได้ในที่สุด

 

“ไอ้บ้าชิเงะ แกเกือบทำฉันสำลักข้าวตาย” ยูยะชี้หน้าคาดโทษเพื่อนหลังจากที่กลืนข้าวลงไปได้หมดทั้งก้อน แต่ตัวต้นเหตุกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แถมยังพูดด้วยน้ำเสียงสมน้ำหน้าเขาอีกต่างหาก

 

“คนมีความลับกับเพื่อน มันก็สมควรแล้วล่ะว้า...ไหนบอกจะโสดเป็นเพื่อนกันไงคนเรา เผลอแป๊บๆ แม่งทิ้งเพื่อนไปมีแฟนเฉยเลย”

“แฟนบ้านแกสิ! นั่นเพื่อนพี่เรียวเว้ย” ยูยะเถียงกลับพลางยกน้ำขึ้นดื่มอีกหลายอึก แต่ชิเงอากิก็ยังไม่หยุดพูด

“อ๋อ แฟนแกเป็นเพื่อนพี่ชายแกเหรอ ไปคบกันตอนไหนเล่ามาเดี๋ยวนี้นะเฟ้ย ไม่งั้นมีตัดเพื่อนว่ะงานนี้”

“ก็บอกไม่ใช่แฟนๆๆๆ หูหนวกหรือไงวะไอ้เพื่อนบ้า”

 

“ใครไม่ใช่แฟนใครหรือ เทโกชิ”

เสียงของบุคคลที่สามดังขึ้นขณะที่ยูยะกำลังจะเอื้อมมือไปบีบคอไอ้เพื่อนตัวดีอยู่รอมร่อ ร่างบางชะงักมือตัวเองก่อนจะหันมามองผู้มาใหม่พลางยิ้มแหะๆ ให้

 

“ไม่มีอะไรหรอกฮะรุ่นพี่โคยาม่า ไอ้ชิเงะมันเพ้อเจ้อนิดหน่อยน่ะ ใช่ไหมชิเงะ” คนถูกพาดพิงทำตาโตเมื่อถูกหาว่าเพ้อเจ้อเสียอย่างนั้น ชิเงอากิยกมือขึ้นชี้หน้าเพื่อน กำลังจะพูดอะไรให้ไอ้เพื่อนไม่รักดีแสบๆ คันๆ ซะบ้าง แต่ประโยคที่ได้ยินจากคนไม่ได้รับเชิญก็ทำให้เขาชะงักไป

 

“อ้าว คาโต้นั่งอยู่ด้วยหรือเนี่ย ไม่เห็นเลย โทษทีนะ”

(ไอ้)รุ่นพี่โคยาม่าของยูยะทำทีเป็นตกใจเมื่อเห็นเขานั่งอยู่ตรงนี้....แต่ขอโทษทีเถอะ ได้ข่าวว่าคาโต้ ชิเงอากินั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ตั้งชาตินึงแล้ว ไม่ทราบว่าคนพูดตาบอดหรือยังไงถึงได้มองไม่เห็น?

 

“อ๋อครับ ไม่เป็นไรหรอก ผมเข้าใจว่ารุ่นพี่คงสายตาไม่ค่อยดีแล้ว....ก็อย่างว่าล่ะครับ อวัยวะคนเรามันเสื่อมตามอายุนั่นล่ะน้า เนอะเทโกะเนอะ”

ยูยะสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ดีไม่ว่าดีกลับถูกพาดพิงเสียอย่างนั้น...ฝ่ายหนึ่งก็รุ่นพี่ อีกฝ่ายก็เพื่อน แล้วจะให้เขาทำยังไงดีล่ะเนี่ย

 

ร่างเล็กมองคนสองคนที่จ้องตากันอย่างไม่ลดละแล้วลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ.....คู่นี้มันยังไงก็ไม่รู้ เจอหน้ากันทีไรไม่เคยพูดจากันดีๆ ตามประสารุ่นพี่รุ่นน้องเลยสักครั้ง เขาเคยถามชิเงอากิอยู่เหมือนกันแต่มันบอกแค่ว่า ‘รู้สึกไม่ถูกชะตา’ หรือไม่ก็ ‘เบื่อคนหน้าแมว’ แค่นั้น...ไม่รู้ไปโกรธไปเกลียดรุ่นพี่มาแต่ชาติปางไหน

 

“เอ่อ...รุ่นพี่ทานข้าวกลางวันมาหรือยังครับ มานั่งทานด้วยกันไหม” คนตัวเล็กพยายามช่วยพูดให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่นอกจากรุ่นพี่โคยาม่าจะไม่ตอบรับแถมยังไม่เลิกเล่นเกมจ้องตากับเพื่อนเขาเสียทีแล้ว ไอ้เพื่อนตัวดียังพูดจาสุนัขไม่รับประทานต่ออีก มันน่าช่วยไหมล่ะเนี่ย

 

“ไม่ดีมั้งเทโกะ รุ่นพี่เค้าคงทานข้าวเหมือนคนเราไม่ได้หรอก แถวนี้ไม่มีอาหารแมวขายซะด้วย แย่จังเลยนะครับรุ่นพี่”

 

จบ...พอกันทีกับสถานะคนกลาง ให้สองคนนั่นไปกินอาหารคนอาหารแมวกันเองเถอะ ยูยะไม่เอาด้วยละ

 

“ฉัน..ไปห้องน้ำแป๊บนะ” ร่างบางเอ่ยเสียงเบาก่อนจะรีบเผ่นไปให้ไกลจากตรงนี้ เมื่อพ้นเขตโรงอาหารมาได้ ยูยะก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่.....ขืนอยู่ตรงนั้นต่อไปชีวิตเขาต้องสั้นลงแน่ๆ

 

แต่โล่งใจได้ไม่นาน สัมผัสเบาๆ ที่ตรงหัวไหล่ก็ทำให้ร่างเล็กสะดุ้งตัวพลางเบิกตาโตด้วยความตกใจ

 

“เป็นอะไร หนีใครมาหรือไง”

เสียงทุ้มที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้ยูยะหันขวับกลับไปทันทีเพื่อที่จะพบกับคนกวนประสาทที่หนึ่งในโลก

“นายนี่เอง ตกใจหมด”

“มายืนทำอะไรตรงนี้” คำถามที่ได้ยินทำให้คิ้วเล็กขมวดติดกันอย่างสงสัย......เขาจะยืนที่ไหนแล้วจะทำไมกันล่ะ?

 

“เรื่องของฉัน...ปล่อย ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ”

ยามะพีปล่อยมือออกจากหัวไหล่คนตัวเล็กก่อนจะผายมือให้ “จะไปไหนก็ไปสิ เชิญ”

 

อะไรของหมอนี่นะ....

เทโกชิ ยูยะ ได้แต่คิดสงสัยขณะเดินละมาจากที่ตรงนั้น....อยู่ๆ ก็เข้ามาถามอะไรแปลกๆ เหมือนกับว่าเขาไม่ควรมายืนตรงนั้นอย่างนั้นแหละ แต่พอเขาจะเดินต่อกลับบอกว่าจะไปไหนก็ไป....

 

เถอะ จะยังไงก็ช่าง...ทนๆ ไปอีกแค่สามเดือนคงไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีกแล้วนั่นล่ะ!

 

 

To be continued

 

มัวแต่เล่มเกมจนลืมไปเลยว่ายังไม่ได้เอาตอน 3 มาลงที่นี่ - -" แต่จริงๆก็ลงที่บ้านฟิคคู่นี้ไปแล้วล่ะนะ คิดว่าคงอ่านกันไปหมดแล้ว ฮ่าๆ

แต่ก็ ไหนๆก็ลงที่นี่ไปแล้ว ก็ลงเก็บไว้ละกันค่ะ เผื่อมีคนมาอ่านแต่ไม่ได้เป็นสมาิชิกสองบ้านฟิคพียะ จะได้มาอ่านที่นี่ได้~ ที่เมเปิดบล็อกฟิคไว้ก็เพราะอย่างนี้ล่ะ 

ปล. นั่งแต่งพียะไป แต่ในหัวทำไมมีแต่โคยาชิเงะฟะ!? 55555555555555 xD

ปล.2 อยากแต่งตอนพิเศษของโคยาชิเงะเป็นอย่างมากกกก มีพลอตคร่าวๆแล้วด้วย55555 (ทียังงี้ล่ะคิดเร็วเชียว- -)

คือเมเป็นพวกชอบแต่งคู่รองมากกว่าคู่หลักค่ะ(อ้าว) 55555555 แบบว่าคือคู่หลักก็ชอบอยู่แล้วไง แต่คู่รองจะเป็นตัวสร้างสีสันของเรื่องน่ะค่ะ สำหรับเมน่ะนะ อย่างฟิคเรื่องแรกที่เคยแต่ง เมแต่งสามคู่ในเรื่องเดียว มีจินเมะ ยูพี เรียวฮิโระ แต่แต่งไปแต่งมา ชอบคู่ยูพีมากสุด ไม่รู้ทำไม5555555

คงเพราะชอบคาแรคเตอร์สองคนนี้มากสุดในเรื่อง ก็เลยเกิดการลำเอียงขึ้นเล็กน้อย (โดยการมีฉากเรทคู่นี้คู่เดียว55555 >/////<) จินเมะคู่หลักยังไม่ได้แต่งฉากเรทให้เลยคิดดู -..- 5555555

และการลำเอียงนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งในฟิึคเรื่องนี้หรือไม่!? โปรดติดตามชม......

(ไม่เกิดหรอก...มั้ง 555555555555)

me/เผ่นนนนนน~

ปล.อีกที talk ครั้งนี้ยาวสุดในสามโลกแล้ว(แถมรั่วสุดด้วย)55555555555 xD