Behind the [LOVE] Scene intro+Chapter 1

posted on 08 Nov 2011 23:55 by melodii-fiction  in YamaJima

 

 

“สิ่งที่เราเห็น อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด”

 

.

.

.

 

.

 

Behind the [LOVE] Scene

- Intro -

 

 

 

“....ขอบคุณมากสำหรับงานวันนี้นะ ยามาดะคุง”

 

“ครับ...งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”

 

“ตามสบายเถอะ...อย่าลืมรักษาสุขภาพด้วยล่ะ”

 

 

เด็กหนุ่มส่งยิ้มให้กับผู้จัดรายการโทรทัศน์เล็กน้อย แล้วหมุนตัวเดินออกจากตึกที่ทำงานไป....สีหน้ายิ้มแย้มเมื่อครู่ได้แปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยติดจะบึ้งตึงอย่างรวดเร็ว

 

น่าเบื่อ...

การปั้นหน้ายิ้มใส่ผู้คนแบบนี้ มันน่าเบื่อชะมัด

 

 

เมื่อเรียวสุเกะเดินลงมาถึงหน้าตึกก็พบว่ารถของผู้จัดการส่วนตัวได้จอดรออยู่ก่อนแล้ว เด็กชายเดินไปเปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นไปนั่งด้วยความอ่อนเพลียอย่างที่สุด มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาบีบนวดที่บริเวณหัวไหล่ของตนเองเพื่อบรรเทาความปวดเมื่อยและล้าจากการทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง เปลือกตาทั้งสองข้างค่อยๆ ปิดลงอย่างช้าๆ.......

 

 

“เหนื่อยมากเลยเหรอวันนี้”

 

ผู้จัดการหนุ่มเอ่ยถามขณะออกรถ ซึ่งคนถูกถามนิ่งไปเสียนานหลายนาทีก่อนที่จะตอบ

 

“น่าเบื่อมากกว่า”

 

“ไม่ชอบหรือไงได้ไปเล่มเกมโชว์แบบนั้น น่าสนุกออกนะ”

 

“หึ” เรียวสุเกะลืมตาขึ้น พ่นลมออกจากจมูกด้วยความไม่พอใจ  “ถ้าสนุกนักก็ไปเล่นเองสิ น่ารำคาญเป็นบ้า ปัญญาอ่อนกันทั้งนั้น”

 

“เรียวสุเกะ”  ทัตสึยะเอ่ยปราม เมื่อได้ยินคำพูดที่ฟังดูแล้วไม่น่าจะออกมาจากปากของเด็กหนุ่มคนนี้ได้...แต่ถึงอย่างนั้น คนถูกปรามก็ไม่ใส่ใจ แถมยังตัดบทด้วยการนอนหลับตาเงียบๆ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาอีก ทำให้ผู้จัดการส่วนตัวซึ่งตอนนี้พ่วงตำแหน่งคนขับรถไปด้วยถอนหายใจออกมาเบาๆ

 

 

รถทั้งรถตกอยู่ในความเงียบจนกระทั่งมาเทียบจอดอยู่ตรงหน้าประตูบ้านหลังใหญ่ เรียวสุเกะลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกว่ารถหยุดวิ่ง ปรายตาไปมองบ้านตัวเองเล็กน้อยแล้วหยิบกระเป๋าที่วางอยู่ข้างตัว เปิดประตูก้าวลงจากรถไป

 

“ขอบคุณ”

 

เด็กชายเอ่ยออกมาสั้นๆ เหมือนดั่งเช่นทุกครั้งที่ผู้จัดการส่วนตัวคนนี้ขับรถมาส่งหลังเสร็จสิ้นการทำงาน และจากนั้นก็หมุนตัวเดินเข้าบ้านไป....ไม่มีการยืนรอส่งให้รถออกตัวไปก่อนหรืออะไรทั้งนั้น

 

ทัตสึยะมองตามหลังของเรียวสุเกะไปอย่างเหนื่อยใจ แม้ว่าจะทำงานร่วมกันมานานแล้ว หากแต่...ยามาดะ เรียวสุเกะ...เด็กชายผู้ซึ่งตอนนี้กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านการร้องเพลงและการแสดงละครก็ไม่เคยเปลี่ยนนิสัยตัวเองเสียที.....เรียวสุเกะไม่ได้นิสัยแย่ในตอนทำงาน เพราะถ้าเป็นในเวลาทำงานนั้น เขาจะเป็นเด็กที่มีความพยายามและตั้งใจจริงอย่างมาก

 

หากแต่....ถ้าพูดถึงนิสัยของเจ้าตัวจริงๆ เรียวสุเกะจัดว่าเป็นเด็กที่เข้าถึงได้ยาก ขนาดผู้จัดการส่วนตัวอย่างเขาที่เป็นคนใกล้ชิดที่สุดแล้วยังไม่กล้าพูดออกมาเลยว่า เขารู้จักตัวตนที่แท้จริงของเด็กคนนี้.....ยามาดะ เรียวสุเกะปิดบังตัวเองจนเกินไป เหมือนเจ้าตัวคอยสร้างกำแพงกันตัวเองออกจากผู้อื่นเอาไว้ ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้แม้สักนิด.....ตัวเขาเองก็ทำงานร่วมกับเรียวสุเกะมาหลายปี พอจะรู้อยู่บ้างว่าเด็กคนนี้ เวลาอยู่ต่อหน้าแฟนคลับหรือผู้ร่วมงานคนอื่นๆ จะใส่หน้ากากปิดบังตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไว้เสมอ ซึ่งในตอนแรกที่เพิ่งจะได้ร่วมงานกันนั้น เรียวสุเกะก็ทำแบบนี้กับเขาเช่นกัน หากแต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ความสนิทสนมหรือความเคยชินที่ทำงานด้วยกัน ทำให้เด็กคนนี้ค่อยๆ เผยตัวตนของตัวเองออกมาทีละนิด...ทีละนิด......แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีว่า ตัวตนที่เขารู้จักอยู่ในตอนนี้ จะใช่ตัวตนที่แท้จริงของยามาดะ เรียวสุเกะหรือเปล่า...

 

ร่างที่นั่งอยู่ประจำตำแหน่งคนขับส่ายหน้าเล็กน้อย...เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วจัดการออกรถอีกครั้งเพื่อที่จะเดินทางกลับบ้านเช่นกัน แต่ก่อนจะไป ทัตสึยะหันมามองตัวบ้านหลังใหญ่นี้อีกครั้ง.....หวังเหลือเกินว่าสักวัน จะมีคนมาทำให้ยามาดะ เรียวสุเกะเปลี่ยนไป....

 

.

.

 

......แค่เพียงใครสักคน......

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Behind the [LOVE] Scene

- Chapter 1 -

 

 

 

“กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงง.........กริ๊งงงงงงงงงงงงงงง”

 

 

“โว้ย เสียงอะไรเนี่ย น่ารำคาญชะมัด”

 

ร่างบางที่นอนหลับสบายอยู่บนเตียงกว้างพูดพึมพำออกมาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลืมตา มือข้างหนึ่งก็ควานหาตัวการที่ทำให้เสียงดังที่ตรงโต๊ะข้างเตียง และเมื่อพบ เขาก็ไม่รอช้าที่จะกดปิดสวิตช์มันและปัดๆ มันออกไปให้ไกลตัวเท่าที่จะทำได้  จากนั้น ร่างบางบนเตียงก็เลือกที่จะนอนต่ออย่างสบายใจ ไม่ได้คิดถึงสิ่งใดอีก

 

จวบจนกระทั่งเวลาได้ล่วงเลยไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมง เสียงตึงตังที่เริ่มดังเข้ามาใกล้ก็ทำให้คนที่นอนสบายใจอยู่บนเตียงได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

 

“พี่ฮะ !! สายแล้วนะ พี่ยูโตะตื่นเร็ว !!”

 

เสียงเล็กๆ ของผู้เป็นน้องชายได้แว่วเข้ามากระทบโสตประสาทของร่างบางทำให้เขาลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย ยังไม่ทันที่จะมองเวลาหรือทำอะไรทั้งนั้น น้องชายเพียงคนเดียวของเขาก็เปิดประตูผัวะเข้ามาด้วยความรีบร้อน

 

“พี่ยูโตะ !! แม่ให้ผมมาตามเพราะเห็นพี่ยังไม่ออกมาจากห้องซะที พี่ฮะ วันนี้เปิดเรียนวันแรกไม่ใช่เหรอ พี่ไม่รีบไปโรงเรียนเหรอฮะ นี่มันสายมากแล้วนะ”

 

“...เอ๋? อะไรนะไรยะ โรงเรียน?” คนเป็นพี่พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเพราะเพิ่งตื่น พอเหลือบตาไปมองนาฬิกาปลุกที่นอนเอกเขนกจะหล่นแหล่ไม่หล่นแหล่บนโต๊ะข้างเตียงของตัวเองก็ตาโตขึ้นทันที

 

“เฮ้ย !! สายแล้วนี่หว่า ตายแน่ !!”

 

ยูโตะรีบร้อนลุกขึ้นมาจากเตียง วิ่งไปหยิบผ้าขนหนูได้ก็รีบวิ่งออกจากห้องตรงไปยังห้องน้ำทันที ไรยะมองพี่ชายเพียงคนเดียวของตัวเองแล้วก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย  “ประจำเลยน้า...พี่ยูโตะเนี่ย ขี้เซาจริงๆ เลย”

 

 

เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ยูโตะก็รีบวิ่งออกมาจากห้องน้ำเข้าห้องตัวเองไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักเรียนอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็วิ่งตึงตังลงมาชั้นล่าง หยิบขนมปังไปสองชิ้นโดยที่ชิ้นหนึ่งคาบเอาไว้ในปากแล้ววิ่งจู๊ดออกจากบ้านไป

 

“ไออ่อนอ๊ะอ๊าบ...”

 

“ยูโตะลูก วิ่งระวังๆ ด้วยนะจ๊ะ”

 

คุณนายนาคาจิม่าตะโกนไล่หลังไปด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นสภาพลูกชายตัวเองแวบๆ....ผมเผ้าที่ค่อนข้างจะยุ่งเหยิงเล็กน้อย ส่วนเสื้อผ้าก็หลุดๆ รุ่ยๆ ไม่ค่อยจะเข้าที่เข้าทางเท่าไรนัก แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เธอเป็นห่วงได้อย่างไรกันล่ะ

 

“ลูกคนนี้นี่จริงๆ เปิดเทอมวันแรกทีไรเป็นอย่างนี้ทุกที”

 

ผู้เป็นแม่ส่ายหน้ากับตัวเองเล็กน้อย มองตามหลังลูกชายไปแล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา.....รีบร้อนไปแบบนั้น ถ้าวิ่งไปชนใครเข้าล่ะยุ่งเลย

 

.

.

.

 

“โอ๊ย จะทันมั้ยเนี่ย”

 

เสียงพึมพำดังออกมาจากร่างบางที่ตอนนี้กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงเท่าที่จะทำได้ ยูโตะวิ่งไปถึงป้ายรถเมล์เพื่อรอรถสายที่ผ่านโรงเรียนอย่างใจจดใจจ่อ แล้วเมื่อรถมาถึง เขาก็รีบก้าวขึ้นรถไปในทันที แต่ทว่า...รถเมล์ในช่วงเวลาเร่งด่วนแบบนี้ มันทำให้เขาอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออกตายอยู่แล้วเนี่ย! ให้ตายเหอะยูโตะเอ๊ย...ไม่น่าตื่นสายเล้ย

 

พอลงรถเมล์มาได้ ร่างบางของยูโตะก็รีบวิ่งด้วยความเร็วสูงเหมือนเดิมเพื่อที่จะเข้าโรงเรียนให้ทันเวลา...และเมื่อเห็นประตูโรงเรียนอยู่ตรงหน้าแล้ว เด็กชายก็ยิ้มดีใจ รีบเร่งสปีดความเร็วของฝีเท้าตัวเองให้มากขึ้นอีก แต่ทว่า........

 

 

....มีใครบางคนมาขวางทางเขาเอาไว้ !

 

 

 

“เฮ้ย !”

 

“อ๊ะ!”

 

ตุบ !

 

.

 

.

.

 

“โอ๊ย...เจ็บชะมัดเลยให้ตายเหอะ อะไรเนี่ย”

 

ร่างบางบ่นออกมาทันทีเมื่อพบว่าตัวเองวิ่งไปชนใครคนหนึ่งที่เดินมาขวางทางเขาไว้ และเมื่อยูโตะลืมตาขึ้นมามองเห็นภาพตรงหน้าชัดๆ ดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจ!

 

นี่เขากำลังนอนทับใครอยู่เนี่ย !

 

 

“ขอโทษ!”

 

ยูโตะพูดแล้วรีบยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง มองไปยังคนที่เขานอนทับไปเมื่อครู่แล้วก็อดหน้าแดงขึ้นมาไม่ได้....ให้ตายเหอะ! น่าอายชะมัดเลยยูโตะเอ๊ย....เมื่อกี้น่ะมันแทบจะจูบกันเลยด้วยซ้ำ!

 

“โอย...เจ็บชะมัด...ทำอะไรของนายเนี่ย! คนเดินอยู่ดีๆ วิ่งมาชนได้ไง มีตาน่ะหัดใช้ให้มันเป็นประโยชน์ซะบ้าง!”

 

คนที่ถูกชนพูดตำหนิยูโตะออกมาอย่างแรง ก่อนจะยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งเหมือนกัน

 

“เห...นายว่าอะไรนะ นายนั่นแหละ ไม่เห็นรึไงว่าคนกำลังรีบ มาขวางทางเองก็เจ็บเองแบบนี้ล่ะ สมควรแล้ว!”

 

ร่างบางเถียงกลับอย่างไม่พอใจ ลุกขึ้นยืนจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง......ก็เรื่องอะไรมาด่าเขาแบบนี้ล่ะ เขาไม่ได้ผิดซะหน่อย วิ่งอยู่ดีๆ ดันเข้ามาขวางทางซะได้ ถ้าจะหาคนผิดก็หมอนี่นั่นแหละที่ผิด ไม่ใช่เขา!

 

เรียวสุเกะมองหน้าคนที่วิ่งมาชนอย่างไม่พอใจเช่นกัน ลุกขึ้นยืนสำรวจตัวเองจนเรียบร้อยแล้วจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง คนโดนจ้องเห็นแววตาแบบนั้นก็ชักจะกลัวขึ้นมานิดหน่อยเหมือนกัน แต่ก็ยังคงทำหน้าท้าทาย ไม่ยอมปริปากพูดคำว่าขอโทษออกมาง่ายๆ...

 

ก็เขาไม่ได้ผิดซะหน่อย เรื่องอะไรจะต้องเป็นฝ่ายขอโทษด้วย ถึงจะมาจ้องกันแบบนี้ก็ไม่กลัวหรอก(โว้ย!)

 

 

“ถอยไป เสียเวลาชะมัด”

 

เรียวสุเกะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงยืนจ้องหน้าเขาอยู่ยังไงก็ยังงั้น พอสังเกตเห็นว่าแบบฟอร์มชุดนักเรียนของคนตรงหน้านี่เหมือนกันกับเขา เด็กชายก็พ่นลมหายใจออกมา......เข้าใจแล้ว สงสัยเห็นเขาแล้วอยากจะเรียกร้องความสนใจล่ะสิ...หึ....น่าสมเพชชะมัด

 

“จะเอาอะไร ลายเซ็นงั้นเหรอ? หรือว่าอยากถ่ายรูปด้วย? ถ้าพูดออกมาดีๆ ตั้งแต่แรกก็จบเรื่องแล้ว ไม่ต้องมาเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีแบบนี้หรอกนะ เห็นแล้วมันน่าสมเพช”

 

“เอ๋?...นาย..ว่าอะไรนะ”  ยูโตะมองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาและไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง...อะไรของหมอนี่ พูดบ้าบออะไรออกมา...ขอลายเซ็น? ขอถ่ายรูป?.....นี่มันคิดว่าตัวเองเป็นดาราโด่งดังมาจากไหนรึไง?

 

....ท่าจะประสาท !!

 

 

“จะบ้าเรอะ! ฉันจะขอลายเซ็นขอถ่ายรูปกับคนหลงตัวเองอย่างนายทำไม! ประสาทรึเปล่านายน่ะ คิดว่าตัวเองเป็นดารารึไง ท่าจะบ้า...แล้วก็นะ คราวหน้าคราวหลัง ถ้าไปขวางทางใครแบบนี้อีก หัดพูดขอโทษเค้าซะบ้าง! แล้วไอ้อาการเหยียดตามองคนอื่นแล้วพูดจาดูถูกเนี่ย เอาไปทำกับหมาที่บ้านนายเหอะ ไอ้บ้าปัญญาอ่อน!!”

 

ยูโตะพูดเป็นชุดชนิดที่ว่า ไม่เว้นช่องว่างให้ตัวเองได้หายใจเลยสักนิด จากนั้นก็มองหน้าเรียวสุเกะอีกครั้งแล้วสะบัดหน้า เดินเชิดเข้าโรงเรียนไปโดยไม่มองหันกลับมาอีก ทั้งๆ ที่ในใจเขาอยากจะร้องไห้เสียด้วยซ้ำ

 

 

โธ่เว้ย...T^T สรุปวันนี้ก็ไปสายอีกจนได้...

เป็นเพราะไอ้บ้าหน้ากลมนี่แท้ๆ เชียว! ฮึ่ยย...ขอชาตินี้อย่าได้เจอะเจอกันอีกเล้ย ไอ้คนหลงตัวเอง!

 

.

.

.

 

“เฮ้ย เป็น’ไรวะยูโตะ หน้ามุ่ยแต่เช้า”

 

เคโตะทักเพื่อนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องอย่างแปลกใจเมื่อเห็นสีหน้าของยูโตะบึ้งตึงเหมือนไปกินรังแตนที่ไหนมายังไงยังงั้น  คนถูกถามไม่ตอบแต่เดินมานั่งที่ประจำของตัวเองแล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะนิ่งๆ ทำให้คนถามต้องเลิกคิ้วมองเพื่อนอย่างแปลกใจมากขึ้นอีก.....อะไรของมัน ถามก็ไม่ตอบ

 

“เฮ้ย อย่าบอกนะว่า....” เคโตะเดินเข้าไปใกล้เพื่อนซี้ก่อนจะก้มหน้าลงกระซิบกับหูยูโตะเบาๆ  “...เมนส์ไม่มาเหรอวะเพื่อน”

 

“ไอ้บ้าเคโตะ เดี๋ยวปั๊ด!”

 

ร่างบางเงยหน้าขึ้นมาด่าเคโตะทันที ทำเอาอีกฝ่ายขำจนตัวงอ  “เอ้า ไม่ใช่เหรอวะ ก็เห็นหน้ามุ่ย นึกว่าเมนส์ไม่มา...”

 

“พูดอีกทีเดี๋ยวเจอดีแน่ไอ้เคโตะ เงียบปากไปเลย คนกำลังหงุดหงิด”

 

ยูโตะพูดด้วยอารมณ์ไม่ดีอย่างแรง ถ้าเป็นคนอื่นคงจะเงียบ ไม่ถามซักไซ้อะไรอีกต่อไปแล้ว...แต่ถ้าเป็นโอคาโมโตะ เคโตะล่ะก็....

....ไม่ถามได้ไง เรื่องของเพื่อนก็คือเรื่องของเรา วะฮ่าๆๆๆ ^^

 

 

“เกิดอะไรขึ้นเรอะ โดนใครดักฉุดรึไง”

 

“ปาก....จะถามหรือจะกวน ถ้ากวนจะได้ไม่เล่า”

 

“เฮ้ย อย่าเพิ่งงอนดิ เล่ามาๆ ไม่กวนแล้วก็ได้”

 

เคโตะเปลี่ยนโหมดเป็นเพื่อนผู้แสนดีคอยรับฟังปัญหาของเพื่อนทันใด แต่ยังไม่ทันที่ยูโตะจะได้เอ่ยปากเล่าอะไรออกมาสักคำ อาจารย์ประจำชั้นสาวก็เดินเข้ามาในห้องเสียก่อน เคโตะจึงต้องรีบกลับไปนั่งที่นั่งของตัวเองทันที

 

 

“...เอาล่ะทุกคน เงียบๆ กันหน่อยจ้ะ วันนี้ครูพาเพื่อนใหม่ของพวกเรามาแนะนำให้รู้จักนะ....เอ้า เข้ามาสิจ๊ะ”  ครูประจำชั้นสาวเอ่ยขึ้นโดยที่ประโยคหลังหันไปพูดกับใครบางคนที่ยืนอยู่นอกประตูห้องเรียน ซึ่งใครคนนั้นก็ได้เดินเข้ามาในห้องตามที่ครูประจำชั้นบอกด้วยท่าทีสุภาพ

 

เสียงพูดคุยดังขึ้นทันทีเมื่อทุกคนในห้องได้เห็นหน้าค่าตาของ ‘นักเรียนคนใหม่’ ชัดๆ....คงจะไม่มีคนพูดคุยกันเสียงดังขนาดนี้ ถ้านักเรียนคนใหม่ที่ว่าไม่ใช่ดารานักร้องชื่อดังอย่าง...ยามาดะ เรียวสุเกะ...

 

และนั่น...ก็รวมไปถึงร่างบางที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะเกือบหลังสุดของห้องด้วย....

 

 

“เฮ้ย! นาย!!”

 

ยูโตะอ้าปากกว้าง เบิกตาขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด...ตกใจถึงขนาดเผลอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แถมมือก็ยังชี้ไปที่นักเรียนคนใหม่อย่างไม่เกรงกลัวสายตาใครๆ

 

“นาคาจิม่า ครูเข้าใจนะว่าเธอชื่นชอบยามาดะคุง แต่ตอนนี้ช่วยนั่งลงก่อนนะจ๊ะ ยังไงครูก็ต้องให้ยามาดะคุงแนะนำตัวเสียก่อน”

 

ครูประจำชั้นพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นยูโตะลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีตกใจ...ก็แน่ล่ะ ในเมื่อคนที่กำลังยืนอยู่หน้าห้องตอนนี้ เป็นคนที่สื่อกำลังให้ความสนใจ....เป็นคนที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นเกือบทั้งประเทศติดใจกับบทบาทในละครของเขา ติดใจน้ำเสียงที่ไพเราะของเขา และติดใจทุกจังหวะลีลาที่เขาเต้นบนเวที

 

 

“เฮ้ย ยูโตะ นี่แกเป็นแฟนคลับของยามาดะด้วยเหรอวะเนี่ย”

 

เคโตะพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบเมื่อดึงให้เพื่อนนั่งลงบนเก้าอี้ได้สำเร็จ ยูโตะทำหน้าเหวอ หันไปมองเพื่อนซี้ที่นั่งอยู่ด้านหลังอย่างไม่เชื่อสายตา  “เคโตะ...แก...ว่าอะไรนะ”

 

“เอ้า ก็แกตกใจขนาดนั้น ถ้าไม่ได้เป็นแฟนคลับแล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะวะ”

 

ดวงตาของยูโตะเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง มองหน้าเพื่อนสลับกับหน้าไอ้คนไม่มีมารยาทเมื่อเช้าแล้วก็ทำอะไรไม่ถูก.....เห...ที่มันหมายความว่าอะไร.....ไอ้หน้ากลมที่ชนเขาเมื่อเช้าเป็นดาราอย่างนั้นเรอะ! แถมตอนนี้ยังมาอยู่ห้องเดียวกับเขาอีกด้วย!!.......นี่มัน...เรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย !?  ทำไมต้องมาเจอหน้าหมอนี่อีกนะ...ให้ตายเหอะ

 

ยิ่งพอนึกถึงคำพูดของคนไร้มารยาทเมื่อเช้าแล้ว ยูโตะก็เข้าใจในทันที.......ที่แท้หมอนี่ก็เป็นดาราจริงๆ ซะด้วย ถึงว่าสิ พูดมาได้ว่าเขาจะขอลายเซ็น จะขอถ่ายรูป.....เหอะ....แต่ถึงอย่างนั้น ไอ้หน้ากลมเนี่ยก็หลงตัวเองอยู่ดีล่ะนะ...คิดเหรอว่าคนทั้งประเทศจะชื่นชอบตัวเองน่ะ!? อย่างน้อยก็เขาคนหนึ่งล่ะที่ไม่ใช่

 

......และก็ไม่มีทางด้วย!!

 

 

“เอาล่ะ แนะนำตัวเลยจ้ะ ยามาดะคุง”

 

“ครับ”  เรียวสุเกะส่งยิ้มบางๆ ให้กับทุกคนในห้องแล้วพูดต่อไป  “คิดว่าทุกคนคงจะคุ้นหน้าผมอยู่บ้างแล้ว....ผม ยามาดะ เรียวสุเกะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะครับ”

 

“กรี๊ดดดดดดดดด ยามาดะคุง~~~ ตัวจริงหล่อมากเลยค่า”

 

“หน้าใส๊ใสด้วย~~”

 

“แถมหุ่นก็ดี~~”

 

“น่าร้ากกกกกกกกก~~กกกกก”

 

 

“พอจ้ะทุกคน เงียบๆ กันหน่อย” ครูสาวเอ่ยปรามเมื่อนักเรียนหญิงในห้องต่างส่งเสียงดังเอ่ยชมนักเรียนใหม่คนนี้ไม่ขาดปาก  “ยามาดะคุงเขาจะมาอยู่กับพวกเราทุกคนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ยังไงครูฝากทุกคนช่วยดูแลยามาดะคุงกันด้วยนะจ๊ะ”

 

“ด้วยความยินดีเลยค่าคุณครู~~”

 

นักเรียนหญิงแท้และหญิงเทียมส่งเสียงตอบรับคำของครูสาวอย่างพร้อมเพรียงเป็นเสียงเดียวกันชนิดที่ว่าไม่ต้องมีใครมาบังคับ ทำให้ครูสาวยิ้มแป้นด้วยความพอใจ

 

“ดีมากจ้ะ...ส่วนที่นั่งของยามาดะคุง.....” เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง และหยุดลงตรงที่นั่งข้างยูโตะ เมื่อยูโตะเห็นสายตาของครูประจำชั้นที่กำลังมองโต๊ะข้างๆ ตัวเขาอยู่ก็เริ่มหน้าเสีย..........ไม่หรอกน่า...คงไมใช่......

 

“...นั่งตรงโต๊ะข้างๆ นาคาจิม่าก็แล้วกันนะจ๊ะ ครูว่าเธอคงจะยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยใช่มั้ย นาคาจิม่าคุง”

 

.

.

 

......ม่ายยยยย ไม่น้า~~~ ไม่อ๊าววววววว T________T

 

ยูโตะกรีดร้องในใจ ใบหน้าเริ่มหดลงเหลือแค่สองนิ้ว......ไอ้หมอนี่จะตามรังควานเขาถึงไหนกัน ชนกันเมื่อเช้าไม่พอ ยังจะมาอยู่ห้องเดียวกัน นั่งข้างกันอีกเรอะ!! ถ้ามันนิสัยดี มารยาทดี เขาจะไม่ว่าเลยสักนิด.....แต่นี่! นิสัยก็แย่ แถมยังปากเสีย ชอบดูถูกคนอื่นอีก.....ไอ้คนแบบนี้มันมาเป็นดาราได้ยังไงกัน(วะ)!!

 

แต่เดี๋ยวนะ....ถ้าเกิดหมอนี่มันไม่อยากจะนั่งข้างเขา แค่นี้เรื่องก็จบแล้ว....เพราะเขาคิดว่า ยังไงซะหมอนี่ก็ต้องจำหน้าเขาได้แน่ๆ ใครจะไปอยากนั่งข้างคนที่ด่ากันเมื่อเช้าล่ะ ฮุๆๆ

 

ยูโตะเริ่มยิ้มออกเมื่อคิดถึงหนทางรอดของตัวเอง ยกมือขึ้นเรียกครูสาวให้หันมามองแล้วพูดด้วยความหวังดี  “อาจารย์ครับ ผมว่าน่าจะถามเจ้าตัวเขาก่อนนะครับว่าอยากจะนั่งตรงนี้รึเปล่า....ผมคิดว่าบางที...ที่ตรงนี้มันอาจจะ...ไกลเกินไป....ยามาดะคุงเขาอาจจะมองเห็นกระดานดำไม่ถนัดก็ได้นะครับ”

 

น้ำเสียงของยูโตะถ้าฟังเผินๆ คงจะคิดว่าเขาหวังดีจากใจจริง แต่ทว่าคงจะหลอกนักเรียนคนใหม่ที่ยืนอยู่หน้าห้องไม่ได้ เพราะเรียวสุเกะรู้...ว่าความหมายโดยนัยของประโยคหวังดีของยูโตะนั้นหมายถึงอะไร....

 

ไกลเกินไป.....มองเห็นกระดานดำไม่ถนัด......

.......ไอ้หมอนี่มันด่าว่าเขาเตี้ยนี่หว่า!

 

 

เรียวสุเกะมองหน้ายูโตะนิ่ง ส่วนคนถูกมองก็ทำหน้าท้าทายแม้ว่าใจในจะแอบหวั่นๆ อยู่ก็เหอะ....ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบประมาณสามวินาทีได้ แล้วยูโตะก็ได้เห็น....รอยยิ้มมุมปากของหมอนั่น.......

 

......นี่มันเป็นรอยยิ้มของปิศาจชัดๆ !

 

 

“ไม่หรอกครับ เผอิญว่าผมสายตาดี ขอบคุณนะที่เป็นห่วงนาคาจิม่าคุง”  เรียวสุเกะพูดด้วยรอยยิ้ม  “’งั้น..ผมไปนั่งที่เลยนะครับอาจารย์”

 

“เชิญเลยจ้ะ......เอาเป็นว่าโฮมรูมวันนี้เอาไว้แค่นี้ละกันนะ ทุกคนช่วยกันดูแลยามาดะคุงด้วยนะจ๊ะ”

 

ครูสาวพูดเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่จะเดินออกจากห้องเรียนไป และเมื่อลับหลังครูประจำชั้น สาวๆ ทั้งหลายในห้องต่างก็รีบวิ่งมารุมกันที่โต๊ะของนักเรียนคนใหม่กันยกใหญ่ ยูโตะหันไปมองแล้วก็พ่นลมหายใจออกมา

 

“เหอะ...ไอ้คนตีสองหน้า”

 

“ใครตีสองหน้าวะยูโตะ”

 

เคโตะที่นั่งอยู่ข้างหลังชะโงกหน้ามาถามเพื่อนเพราะบังเอิญได้ยินประโยคที่ยูโตะพูดพึมพำกับตัวเอง คนถูกถามหันไปมองหน้าคนถามด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

 

.

.

“....ก็นี่แหละ ที่ฉันจะเล่าให้แกฟัง...”

 

 

 

To be continued

 

เอาฟิคเก่ามาลงใหม่ เย้ ช่วงนี้คึกอยากแต่งฟิคล่ะ คิดถึงยามะจิม่ามากเลย อยากแต่ง นึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้เอามาลงที่นี้ เลยเอามาลงไว้ซะหน่อย~

 

เรื่องนี้เป็นฟิคยามะจิม่าเรื่องแรกที่แต่งนะคะ เรื่องยาวด้วย (แถมยังแต่งไม่จบด้วย-.-) เป็นฟิคที่รักมากอีกเรื่อง ชอบคาแรคเตอร์ยามะจังและโตะรินมากๆ (แน่นอนว่าเคโตะด้วย ฮ่าๆๆ) อื้มม เดี๋ยวแต่งต่อออ ไม่อยากทิ้งไว้แบบนี้เลย ค้างคาเนอะ คนอ่านก็คงไม่ชอบเหมือนกัน

 

ไว้เดี๋ยวเอามาลงวันละตอนสองตอนละกันเนอะ(ตามความขยันของตัวเอง555) ช่วงนี้ติดอยู่กับบ้านเพราะเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วมล่ะ ;_; ยังดีที่มีน้ำไฟใช้เลยยังลงฟิคได้ฮ่าๆๆ เอาเป็นว่าไว้เจอกันใหม่ค่า

 

ปอลิง. เรื่องนี้เมเคยลงไว้ที่บ้านจิบิฟิคชั่น แต่ไม่ได้ลงที่บ้านยามะจิม่าน้า เพราะมันยาวแถมกลัวตัวเองแต่งไม่จบ กลัวรกบอร์ด แหะๆ เอามาลงบล็อกตัวเองละกัน รกก็รกช่างมัน5555

edit @ 9 Nov 2011 00:18:39 by MaYuya

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet