My {Room} mate Chapter 2
posted on 26 Apr 2011 15:12 by melodii-fiction in YamaGoshi
My {Room} mate
Yamashita Tomohisa X Tegoshi Yuya
Chapter 2
ผู้ชายร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้ายูยะในตอนนี้ เป็นชายหนุ่มเจ้าของผมสีน้ำตาลเข้มติดจะยุ่งเหยิงไปสักหน่อย ราวกับคนเพิ่งตื่นจากนิทรายังไงอย่างนั้น ยิ่งได้เห็นสีหน้างัวเงียกับแววตาหงุดหงิดเหมือนมีคนมาขัดความสุข ยูยะก็ยิ่งแน่ใจว่าเขามาผิดเวลาเสียแล้ว
แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่าใบหน้าที่ยูยะแสนจะคุ้นเคยของผู้ชายคนนี้หรอก
ถึงแม้จะเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว และมันก็เป็นเวลาหลายวันมาแล้ว
แต่ยูยะคงไม่มีทางลืมคนที่เขาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นไอ้โรคจิตบนรถไฟ...แถมยังชกไปเสียหน้าหงายคนนี้ได้แน่ๆ
.
.
“เอ่อ...ขอโทษ ฉันคงมาผิดห้อง”
นั่นเป็นประโยคแรกที่คนตัวเล็กพูดขึ้นหลังจากเงียบไปนานราวกับเพิ่งหาเสียงตัวเองเจอ ก่อนที่ยูยะจะหมุนตัวกลับหลังเพื่อที่จะไปหาห้องพักของเพื่อนพี่ชายอีกครั้งหลังจากที่ได้เห็นหน้าตาของเจ้าของห้องที่เขามากดกริ่งเรียกคนนี้.....บางทีเขาอาจจะจำเลขห้องผิด หรือไม่ก็คงกดลิฟต์ขึ้นมาผิดชั้นกระมัง
“เดี๋ยว”
สัมผัสอุ่นจากมือของใครบางคนบนแขนของเขา ทำให้คนตัวเล็กเอี้ยวตัวหันกลับมามองตามเสียงเรียกนั้นอีกครั้ง...ทว่า สิ่งที่ยูยะได้เห็นก็ยังคงเป็นผู้ชายหน้าตาคุ้นเคยคนนั้น....คนที่ยูยะไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะได้เจออีกเป็นครั้งที่สอง
“เทโกชิ ยูยะใช่ไหม”
คำถามที่ได้ยินจากคนตรงหน้าทำให้ยูยะเลิกคิ้ว “นายรู้ชื่อฉันได้ยังไง”
“ฉันยามาชิตะ โทโมฮิสะ ถ้าพี่ชายนายบอกชื่อฉันไปแล้วล่ะก็ นายน่าจะรู้จักชื่อนี้”
รู้สิ...รู้และจำได้แน่นอน ชื่อของเพื่อนพี่เรียวที่ยูยะจะต้องมาอยู่ร่วมห้องด้วยในอีกสามเดือนข้างหน้า...หากแต่เขาไม่คิดเลยว่าชื่อๆ นี้จะเป็นชื่อของผู้ชายหัวยุ่ง แววตาหงุดหงิด หน้าตาบอกบุญไม่รับคนนี้
ยามะพีปล่อยมือออกจากแขนบางที่เจ้าของแขนนั้นเงียบไปอีกครั้งคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างในใจ ร่างสูงหันหลังเดินกลับเข้าห้องเพื่อที่จะไปนอนต่อหลังจากที่เขาเพิ่งจะได้พักผ่อนเมื่อตอนย่ำรุ่งนี้เอง ด้วยโปรเจคงานที่ต้องส่งในอีกไม่กี่วันข้างหน้าทำให้เขานอนไม่เป็นเวลาและกินไม่เป็นเวลา ส่งผลให้สุขภาพจิตเสียตามสุขภาพกายไปด้วย ยิ่งมีคนมาขัดช่วงเวลาแห่งการนอนหลับพักผ่อนของเขาด้วยแล้ว คนความดันต่ำอย่างยามะพีก็ห้ามตัวเองไม่ให้หงุดหงิดไม่ได้เลย
ชายหนุ่มเจ้าของห้องกำลังจะเดินเข้าประตูห้องนอนไปอยู่แล้ว แต่ความเงียบงันที่ได้ยินทำให้เขาหันหลังกลับมาอีกครั้ง เพื่อจะพบว่าคนที่มาขัดจังหวะการนอนของเขายังคงยืนอยู่ตำแหน่งเดิม ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนตัวเลยสักนิดเดียว
“เอ้า ยืนบื้ออะไรอยู่นั่นล่ะ จะเข้ามาไหม หรือต้องให้ไปอัญเชิญเข้ามาจุติถึงที่”
ยามาชิตะ โทโมฮิสะ ได้ยินเสียงของผู้ชายคนหนึ่งพูดรวนออกไปด้วยน้ำเสียงกวนประสาท ไม่น่าฟังเท่าไรนักหรอก ดูเหมือนคนที่เขาพูดด้วยก็ไม่ชอบใจกับคำพูดนี้ของเขานักเช่นกัน ยามะพีสังเกตได้จากแววตาและการชักสีหน้าของคนตัวเล็ก หากแต่ก็ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของผู้ร่วมห้องคนใหม่แม้เพียงครึ่งคำ
ยูยะก้าวเข้ามาในห้องชุดอันกว้างขวางที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ดูดีมีระดับ บ่งบอกถึงฐานะและรสนิยมของเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดีตาม ‘คำเชิญ’ ที่แสนจะน่าฟังของผู้เป็นเจ้าของห้อง คนตัวเล็กวางกระเป๋าเสื้อผ้าที่ติดตัวมาเพียงแค่ใบเดียวลงบนพื้นพรมนุ่ม ก่อนจะยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ยังไงต่อไปดี
ภาพที่ได้เห็นทำให้ยามะพีลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความคิดเพียงหนึ่งเดียวในหัวคืออยากจะนอนต่อ ทำให้เขาหลงลืมที่จะแนะนำอะไรต่างๆ ตามประสาเจ้าบ้านที่ดีไปเสียสนิท แต่จะมาโทษเขาคนเดียวก็ไม่ถูก ก็คนมันไม่เคยพาใครที่ยังไม่รู้จักกันมานอนค้างที่ห้องนี้มาก่อนเลยนี่นะ ทุกทีถ้าเป็นไอ้พวกก๊วนเพื่อนของเขามาค้าง มันคงไม่รีรอที่จะเข้ามานอนแผ่ที่โซฟา หรือไม่ก็เข้ามาเปิดประตูห้องนู้นห้องนี้โดยที่เขาไม่ต้องแนะนำอะไรเลยสักนิดเดียว
ชายหนุ่มมองคนตัวเล็กที่ยืนคว้างอยู่กลางห้องด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูก
อาจจะเป็นเพราะท่าทางที่ดูเหงา เศร้า และเดียวดายของเทโกชิ ยูยะกระมัง ที่ทำให้เขาเดินเข้าไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าที่วางอยู่บนพรมพร้อมๆ กับเอื้อมมืออีกข้างคว้าเอามือเล็กนั้นไปกุมไว้หลวมๆ แล้วพาเดินนำเข้าไปยังห้องนอนที่อยู่ทางด้านใน
“ที่นี่มีห้องนอนสองห้อง ห้องน้ำหนึ่งห้อง ห้องโถงกลางก็ไว้นั่งเล่นและมีมุมครัวอย่างที่นายก็เห็นแล้ว...ส่วนนี่ห้องนาย”
ไม่ต้องรอให้เจ้าของมือเล็กนั้นแกะมือของเขาออกหรอก ยามะพีปล่อยมือตัวเองออกจากมือเล็กทันทีเมื่อเปิดประตูห้องนอนที่อยู่ตรงข้ามกับห้องนอนของเขาให้ใครอีกคนได้เห็น ก่อนที่เขาจะจัดการวางกระเป๋าเสื้อผ้าลงและหมุนตัวจะเดินออกไป
“เดี๋ยวสิ นาย...เอ่อ...”
“เรียกยามะพีก็ได้”
“นาย...ยามะพี ตกลงนายคือเพื่อนของพี่เรียวอย่างนั้นหรือ”
แทนที่คนถูกถามจะตอบไปตรงๆ ว่าใช่ แต่ชายหนุ่มกลับเลือกที่จะพูดกวนประสาทไปอีกครั้ง
“ฉันบอกชื่อฉันไปแล้วยังไม่ชัดอีกหรือไง” ...ชัดสิ ชัดมาก ชัดจนยูยะอยากจะซัดคนช่างกวนด้วยหมัดอีกสักที ถ้าไม่ติดว่าเขาต้องอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสามเดือนละก็นะ
“ถ้านายหายสงสัยแล้ว ฉันไปนอนต่อล่ะ ถ้าหิวก็หาอะไรในตู้เย็นมาอุ่นกินเอาละกัน” ยังดีที่มีแก่ใจห่วงเรื่องปากท้องของคนอาศัยอย่างเขา แต่ถ้าจะทำหน้าบอกบุญไม่รับอย่างนั้นก็ไม่ต้องก็ได้
ยามะพียืนรออยู่อีกพักหนึ่งเพื่อดูว่าคนตัวเล็กจะพูดอะไรออกมาหรือไม่ แต่เมื่อได้เห็นว่าน้องชายเพื่อนยังคงยืนนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น เขาจึงหมุนตัวเดินกลับออกไปเพื่อที่จะได้นอนต่อจริงๆ เสียที
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเด็กนั่นจะยืนนิ่งเงียบอะไรหรอก...แม้จะเบาสักแค่ไหน เขาก็ได้ยินเสียงบ่นแว่วๆ จากปากของคนร่างบาง ถึงจะได้ยินไม่ชัดว่าบ่นว่าอะไร แต่นั่นก็ทำให้ยามะพีรู้ว่าถึงอย่างไร เทโกชิ ยูยะ คนที่พูดน้อยคนนี้ ก็ยังคงเป็นคนเดียวกับเด็กแสบที่ฝากรอยหมัดไว้บนใบหน้าของเขาเมื่อหลายวันก่อนคนนั้นอยู่เหมือนเดิมนั่นล่ะ
ไม่ได้กลายร่างเป็นเด็กขาดความอบอุ่นหลังจากที่พี่ชายทิ้งไปต่างประเทศอย่างที่เรียวเพื่อนเขากังวลนักหนาหรอก
ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่เปลี่ยนไป…
คงจะเป็นรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของยามะพีกระมัง
.
.
.
.
.
.
.
เทโกชิ ยูยะ หายตัวไปแล้วตอนที่ชายหนุ่มเจ้าของห้องตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ร่างสูงที่เดินหน้ามึนออกมาจากห้องนอนพบแต่เพียงความว่างเปล่าและความเงียบงัน ทีแรกยามะพีคิดว่า บางทีเด็กแสบนั่นอาจจะหนีกลับบ้านไปแล้วก็ได้ จนกระทั่งได้เห็นกระดาษโน๊ตแผ่นเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะกับลายมือยุกยิกนั่นล่ะ เขาจึงได้รู้ว่าตอนนี้เด็กนั่นอยู่ที่ใด
ร่างสูงคว้าเสื้อโค้ทตัวยาวกับกุญแจรถก่อนจะเดินเร็วๆ ออกจากอพาร์ทเม้นท์ไปโดยที่ไม่ได้แม้แต่จะอาบน้ำหรือล้างหน้าล้างตาเสียด้วยซ้ำ เพราะเขารู้ดีว่าที่ที่คนตัวเล็กอยู่ตอนนี้ แม้มันจะไม่ไกลจากที่นี่มากมายอะไร แต่ก็ไม่ได้ปลอดภัยนักเลย เนื่องด้วยตอนนี้ฟ้าก็มืดมากพอสมควร นั่นก็แปลว่าถนนหนทางจะยิ่งเปลี่ยว ปลอดคน จึงไม่ปลอดภัยกับผู้มาอยู่ใหม่อย่างเด็กแสบนั่นด้วยประการทั้งปวง
ยามาชิตะ โทโมฮิสะ เลี้ยวรถเข้ามาจอดตรงหน้าซูเปอร์มาร์เก็ตข้างสถานีรถไฟที่เขาเพิ่งจะมาซื้ออาหารไปตุนเมื่อวานเพื่อต้อนรับเพื่อนร่วมห้องคนใหม่ ทว่านอกจากเพื่อนร่วมห้องคนใหม่นี้จะไม่แตะอาหารในตู้เย็นที่เขาซื้อมาตุนไว้แล้ว ยังจะออกมาซื้อเอาเองที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งเดียวกันอีก ทำให้เขาต้องขับรถออกมารับให้วุ่นวาย แต่ถ้าจะปล่อยให้เด็กนั่นกลับห้องเองท่ามกลางความมืดและหนทางเปลี่ยวๆ นี่ เขาก็ทำไม่ลง
และดูเหมือนว่าการปรากฏตัวของเขาจะทำให้คนที่เพิ่งเดินออกมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตตกใจมากพอดู ถึงได้เบิกตากว้างเสียขนาดนั้น เขาก็ไม่ใช่ผีเสียหน่อย ไม่รู้จะทำตาโตตกใจไปถึงไหน
“ออกมาซื้ออะไร ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าในตู้เย็นก็มีของกิน จะซื้อไปให้ซ้ำกันทำไมอีก”
การเจอกันครั้งแรกนอกสถานที่กับคนที่ยูยะไม่เคยนึกอยากจะได้เจอทำให้ร่างเล็กเบิกตาขึ้นกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นก็ฉายแววไม่พอใจวาบขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำทักทายประโยคแรกของคนตรงหน้าที่เปิดฉากมาก็ทำเสียงดุใส่เขาราวกับว่าเขาทำเรื่องอะไรผิดร้ายแรงยังไงอย่างนั้น
“ฉันว่าฉันก็เขียนบอกไว้ในกระดาษชัดแล้วไม่ใช่หรือไงว่าออกมาซื้อวัตถุดิบไปทำอาหาร” ...จะถามซ้ำซากทำไมอีก แม้ว่ายูยะไม่ได้พูดประโยคนี้ออกมา แต่ยามะพีก็แปลความหมายจากสายตาที่ได้เห็นนั้นออก
“แล้วอาหารที่อยู่ในตู้เย็นนั่นอุ่นกินเอาไม่ได้หรือไง จะมาซื้อวัตถุดิบอะไรให้ยุ่งยาก”
“อาหารแช่แข็งพวกนั้นน่ะหรือ?” ยูยะถามสวนด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าที่ผ่านมานายใช้ชีวิตอยู่มายังไง กินแต่อาหารแช่แข็งจำเจแบบนั้นกับเบียร์กับเหล้า ฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่เอาด้วยเป็นอันขาด ที่ผ่านมาฉันก็ทำอาหารกินเองกับพี่เรียวและ...” ยูยะชะงักไปเมื่อเผลอหลุดปากจะพูดถึงใครอีกคน แต่สุดท้ายก็พูดออกมาจนจบประโยคแม้เสียงจะแผ่วลงมากก็ตาม “และ...คุณลุง...เป็นประจำ”
น้ำเสียงเจือความเศร้าที่ได้ยินทำให้คนฟังติดใจสงสัยว่าคนตัวเล็กนี่จะมีเรื่องอะไรให้เศร้าใจนักหนา แต่ชายหนุ่มก็พยายามปัดความสงสัยนั้นทิ้งไป
“เถอะ จะยังไงก็ช่าง ตอนนี้กลับกันได้แล้ว” ร่างสูงพูดแล้วเดินนำไปที่รถ หากแต่เสียงของใครอีกคนที่ตะโกนร้องเรียกชื่อของเด็กนี่ก็ทำให้ยามะพีเอี้ยวตัวกลับไปมองอีกครั้ง
“เทโกชิ! สมุดเลคเชอร์นาย วันก่อนนายลืมไว้ที่โรงอาหารแน่ะ”
เจ้าของคำพูดนั้นเป็นชายหนุ่มหน้าตี๋ที่ยามะพีคุ้นหน้าเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน และเขาก็นึกออกเมื่อได้ยินชื่อของหมอนี่เมื่อน้องชายของเรียวพูดขึ้นมา
“อ้าว รุ่นพี่โคยาม่า ขอบคุณมากฮะ รุ่นพี่เก็บไว้ให้หรือเนี่ย ผมก็นึกว่าหายไปไหน”
“ขี้ลืมจริงๆ นะเรา เก็บไว้ให้ดีๆ ล่ะ เดี๋ยวหายขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็ไม่มีอ่านสอบนะ” โคยาม่า เคอิจิโร่ เพื่อนของเพื่อนไอ้จินที่ยามะพีเคยเจอครั้งสองครั้งพูดเย้ารุ่นน้องก่อนจะเอามือลูบผมคนตัวเล็กแล้วขยี้เบาๆ จนคนถูกแกล้งต้องปัดออกเป็นพัลวัน
“โธ่ รุ่นพี่ อย่าแกล้งกันอย่างนี้สิครับ” ยามะพีเห็นหนุ่มหน้าแมวนั่นหัวเราะอย่างถูกใจเมื่อเด็กที่กำลังแกล้งพยายามปัดป้องมือของตัวเองออก แต่ก็ยังไม่ยอมเลิกขยี้ผมเด็กนั่นเสียทีจนยามะพีต้องเดินเข้าไปยุติก่อนที่จะทำให้เขาเสียเวลาไปมากกว่านี้
“กลับกันได้หรือยัง ฉันต้องกลับไปทำโปรเจคต่ออีก”
เสียงทุ้มที่ขัดขึ้นทำให้โคยาม่าชะงักมือแล้วมองไปยังคนที่เดินมาใหม่ ขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อนึกออก
“ยามาชิตะ มาได้ยังไงล่ะเนี่ย”
“ขับรถมา” ยามะพีตอบหน้าตายก่อนเอื้อมมือไปจับแขนเล็กแล้วออกแรงลาก “กลับกันได้แล้ว ฉันไม่ว่างนักหรอกนะ”
ยูยะชักสีหน้าเมื่อถูกมือใหญ่ฉุดกระชากข้อมือเขากลางที่สาธารณะ เขาเห็นสายตาคนที่เดินผ่านไปมามองอย่างสนใจ เท่านั้นร่างเล็กก็พยายามบิดข้อมือตัวเองออกจากการจับกุมของใครอีกคน หากแต่ก็ไม่เป็นผลเลย เมื่อมือที่จับเขาไว้นั้นแข็งแกร่งอย่างกับคีมเหล็ก ดึงยังไงก็ดึงไม่ออก
“เอ๊ะนาย ปล่อยนะ ไม่ว่างก็กลับไปคนเดียวสิ ตัวติดกันเสียเมื่อไหร่ล่ะ”
“ฉันมารับนาย จะให้ฉันมาเสียเที่ยวหรือไง ค่าน้ำมันก็ไม่ใช่ถูกๆ”
“แล้วใครใช้ให้มารับเล่า ฉันไม่ได้ขอร้องนายสักคำ” ดูสิ ดูคำพูดของเด็กแสบที่เขาอุตส่าห์เป็นห่วง กลัวว่าจะถูกฉุดไปข่มขืนค่ำๆ มืดๆ อย่างนี้สิ มันน่านัก
“เอ่อ...เทโกชิกับยามาชิตะอยู่ด้วยกันหรือ” โคยาม่าถามขึ้นอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก เมื่อได้ยินบทสนทนาที่ฟังดูคล้ายกับ...แฟนมาตามกันกลับบ้านอย่างนั้นแหละ
“ใช่ เราสองคนอยู่ห้องเดียวกัน เพราะงั้นก็ต้องกลับด้วยกัน” ยามะพีตอบด้วยรอยยิ้ม แล้วหันไปพูดกับยูยะ “ไปกันได้แล้ว หรือนายจะรอให้ของสดที่นายซื้อมาทำกับข้าวให้ฉันกินเหี่ยวหมดก่อนล่ะยูยะ”
“ใครเค้าจะทำให้นายกิ....”
“ไปล่ะโคยาม่า นายก็กลับดีๆ นะ”
ยามาชิตะ โทโมฮิสะ หันมาสบตากับเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนแล้วพูดลาอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก ก่อนจะลากเด็กดื้อให้เดินตามไปที่รถด้วยกัน ยูยะเห็นว่ายังไงเขาก็สู้แรงหมอนี่ไม่ได้จึงต้องจำใจเดินตามไปในที่สุด แต่ก็ไม่ลืมที่จะหันมายิ้มแหะๆ ให้กับรุ่นพี่คณะเดียวกันเป็นเชิงบอกลา
“ไปนะครับรุ่นพี่ แล้วเจอกันฮะ...เอ๊ะ นาย ยามะพี อย่าเดินเร็วนักได้ไหมเล่า…..”
โคยาม่าเห็นหลังไวๆ ของผู้เป็นรุ่นน้องเดินจากไปพร้อมกับร่างสูงที่ทำหน้ามึนตึง เท่านั้นเขาก็ยิ้ม...
ตอนที่ได้สบตากับยามาชิตะ เขาคิดว่าเขาพอจะเข้าใจถึงสายตาคู่นั้น
และเขาก็คิดว่ายามาชิตะ โทโมฮิสะ ก็น่าจะเข้าใจถึงสายตาของเขาได้เช่นกัน
.
.
.
.
.
.
.
ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก ร่างเล็กที่เดินตามหลังยามะพีมาตลอดทางก็เป็นฝ่ายเดินนำลิ่วเข้าไปพร้อมกับเดินกระแทกเท้าไปในห้องนอนตัวเองแล้วปิดประตูเสียงดัง ร่างสูงส่ายหน้ากับนิสัยเด็กๆ ของน้องเพื่อนคนนี้แล้ววางข้าวของที่คนตัวเล็กซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตลงบนโต๊ะ พร้อมกับแหวกถุงออกดูว่ามีอะไรบ้าง เพราะตอนนี้ท้องเขามันก็เริ่มครางประท้วงเสียแล้วเนื่องจากวันทั้งวัน ยามะพียังไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากกาแฟถ้วยเดียว
แต่ไม่นานนักเลย ประตูห้องนอนฝั่งตรงข้ามกับห้องนอนเขาก็เปิดผัวะออก พร้อมกับคนตัวเล็กที่เดินย่ำเท้าออกมา หน้าตาบึ้งตึง แล้วดึงถุงที่เขากำลังดูอยู่ออกจากมือไป
“ฉันขอย้ำอีกครั้งนะ ว่านายไม่มีสิทธิ์มาฉุดมาลากอะไรฉันในที่สาธารณะแบบนั้น ฉันไม่ชอบ”
“ทำไม กลัวคนอื่นเข้าใจผิดหรือ” น้ำเสียงยียวนของร่างสูงตรงหน้าทำให้ยูยะอยากจะหาอะไรอุดปากคนพูดจากวนประสาทไม่เข้าหูคนนี้เสียจริง
“มันเจ็บ! คนอะไรแรงควายชะมัด” ประโยคหลังพูดพึมพำกับตัวเอง แต่ไม่วายที่ยามะพีก็ยังได้ยิน
“เจ็บมากไหม ไหนดูซิ” ว่าแล้วมือใหญ่ก็คว้าข้อมือเล็กไปจับแล้วพิศดูรอยแดงที่ปรากฏขึ้นบางๆ ทว่าคนถูกจับแขนกลับรีบชักแขนออกทันทีราวกับถูกของร้อน
“ไม่ต้องมาจับ!” ร่างบางแหวใส่ น้ำเสียงไม่พอใจ จนคนฟังเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง
“ทีนายชกหน้าฉันเมื่อวันนั้น ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรนายสักคำเลยนะ” ยามะพียกเอาเหตุการณ์เมื่อวันที่เจอกันครั้งแรกบนรถไฟวันนั้นมาพูดบ้าง และคิดว่าจะได้ยินคนตัวเล็กนี่เถียงกลับมาอีก หากแต่สิ่งที่เขาได้ยิน กลับกลายเป็นประโยคที่ยามะพีไม่คิดว่าจะได้ฟังจากปากคนตัวเล็กคนนี้
“....เมื่อวันนั้นฉัน...ขอโทษ”
ยูยะเอ่ยเสียงเบา ดีเหมือนกันที่หมอนี่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เขาเองก็กำลังหาโอกาสที่จะพูดขอโทษอยู่พอดี เพราะหลังจากวันที่เขาไปให้ปากคำกับทางตำรวจ ยูยะก็ได้รู้เรื่องราวทั้งหมดว่ามันเป็นมายังไง และได้เจอกับไอ้โรคจิตตัวจริงเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
ยามะพีเลิกคิ้วขึ้นมองคนตรงหน้าอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อหูตัวเองเท่าไร และนั่นก็ทำให้ยูยะรีบพูดเสริมต่อ “แต่นายก็ผิดด้วยนะที่มายืนหลังฉัน แถมยังทำหน้าตาตื่นดูมีพิรุธ ฉันก็เลยเข้าใจนายผิดน่ะสิ”
“ก็ฉันตกใจที่จู่ๆ นายก็หันขวับมา แต่เอาเถอะ เลิกแล้วต่อกันก็แล้วกัน” ร่างสูงตัดบทง่ายๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องพูด “ว่าแต่นายจะทำอะไรกินน่ะ ฉันหิวแล้ว ทั้งวันยังไม่ได้กินอะไรเลย”
“แล้วอาหารแช่แข็งสุดโปรดของนาย ทำไมไม่กินไปล่ะ” ยูยะได้ทีพูดย้อนคนที่มีแต่อาหารแช่แข็งและเบียร์เต็มตู้เย็น และเมื่อได้เห็นอาการเหวี่ยงค้อนของร่างสูง เขาก็หลุดยิ้ม
“อย่ามาย้อนนะ ไหนๆ นายก็ซื้อวัตถุดิบมาแล้วนี่ ขอลองหน่อยซิว่าอาหารที่ไอ้เรียวมันกินอยู่ทุกวันจะกินได้จริงหรือเปล่า”
“ได้หรือไม่ได้ เพื่อนนายก็กินมาจนถึงตอนนี้นั่นแหละ”
“งั้นหรือ” ยามะพียักไหล่ “ไม่แน่ไอ้เรียวมันอาจจะเกรงใจไม่กล้าบอกความจริงกับนายก็ได้”
“งั้นนายรอดูได้เลย” ยามะพีอมยิ้มเมื่อคนตัวเล็กยอมรับคำท้าทายของเขา
“แล้วฉันจะรอดู...ยูยะ”
คนที่บังอาจดูถูกฝีมือทำอาหารของยูยะเดินออกมาจากห้องน้ำพอดีหลังจากที่เขาทำมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย ร่างเล็กวางข้าวราดแกงกะหรี่สองจานลงบนโต๊ะอาหารและกำลังจะไปล้างมือ ถ้าหากไม่เห็นคนที่เดินหัวเปียกๆ เปลือยท่อนบน มีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวห่อหุ้มร่างกายส่วนล่างไว้อย่างหมิ่นเหม่เดินมานั่งเพื่อเตรียมจะทานข้าวฝีมือเขาเสียก่อน
“นาย! ยามะพี แต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนไม่ได้หรือไงแล้วค่อยมากินน่ะ”
“ไม่ล่ะ ฉันหิว ข้าวราดแกงกะหรี่หรือเนี่ย” ร่างสูงกึ่งเปลือยผู้เป็นเจ้าของห้องทำท่าดมพิสูจน์กลิ่น “หอมดี แต่ไม่รู้รสชาติจะเป็นยังไงนะ”
เพราะยามะพีมัวแต่สนใจอาหารตรงหน้า จึงไม่เห็นแก้มยุ้ยๆ ของคนตัวเล็กที่ขึ้นสีแดงจางๆ เมื่อได้เห็นหุ่นที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของตัวเอง
“เดี๋ยวสิ อย่างน้อยก็เช็ดผมหน่อยไม่ได้หรือไงเล่า น้ำจากผมนายหยดลงไปในข้าวแล้ว”
“ไหน ไม่เห็นจะหยดเลย” ว่าแล้วก็ส่ายศีรษะไปด้วย
“อย่าสะบัดนะ! มันกระเด็นมาโดนจานฉันแล้ว” คนตัวเล็กรีบเข้าไปขยับจานข้าวตัวเองออก “นายนี่มันไม่มีมารยาทเอาซะเลย มานี่ ฉันเช็ดให้ก็ได้”
ยูยะคว้าผ้าขนหนูผืนเล็กที่พาดคอคนไม่มีมารยาทไปซับน้ำจากผมสีน้ำตาลเข้มนั่นเบาๆ...กลิ่นแชมพูอ่อนๆ ลอยขึ้นมาแตะจมูก พร้อมๆ กับที่เขาได้เห็นหยดน้ำจากกลุ่มผมนั้นค่อยๆ ไหลลงไปผ่านไหปลาร้าแกร่งลงสู่อกกว้าง และ...
“นายจะมองหุ่นฉันอีกนานไหม ฉันก็เขินเป็นนะ”
ไม่รู้ว่ามือของยูยะหยุดการกระทำทั้งหมดตั้งแต่เมื่อไหร่ คนตัวเล็กมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงแซวกึ่งเย้าและใบหน้าที่เอี้ยวหันกลับมามองของคนที่เขากำลังเช็ดผมให้อยู่นั่นล่ะ
“บะ-บ้าสิ! ฉันไม่ได้มองหุ่นนายสักหน่อย” ...ก็แค่มองหยดน้ำที่มันไหลบนตัวนายเท่านั้นเอง ไม่ได้มองหุ่นเลยสักนิด
“จริงหรือ” สายตาล้อเลียนที่ได้เห็นทำให้ยูยะอยากจะหาอะไรจิ้มตาคนตรงหน้าให้มันบอดดูสักที แต่ที่ทำได้ก็แค่เช็ดผมนั้นให้แรงๆ ด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะทิ้งผ้าขนหนูในมือไว้บนศีรษะของใครอีกคนคาไว้อย่างนั้น แล้วเดินกลับมานั่งประจำที่ของตัวเอง
“กินสิ มองอะไร ไหนว่าหิวไงล่ะ” ยูยะว่าเมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยังคงจ้องเขาด้วยสายตาล้อเลียนแปลกๆ
“มองคนที่ชอบโลมเลียคนอื่นด้วยสายตา”
“อ-ไอ้บ้า!! นายว่าใคร”
“เปล่านี่” ร่างกึ่งเปลือยตรงข้ามยูยะยักไหล่อย่างน่าเกลียด “ฉันยังไม่ได้พูดชื่อนายเสียหน่อยยูยะ ถ้านายทำอย่างที่ฉันว่า ก็รับไปสิ”
“นายมัน--!! ฮึ่ยย คนบ้าอะไรกวนประสาทชะมัด” ประโยคหลังพูดพึมพำคล้ายรำพึงกับตัวเอง “จะกินไหมข้าวน่ะ ถ้าไม่กินฉันจะได้เก็บ”
“กินได้แน่หรือเปล่าล่ะ พรุ่งนี้ฉันมีเรียนเช้าด้วย หวังว่าคงไม่ท้องไส้ปั่นป่วนจนไปเรียนไม่ได้หรอกนะ” ยามะพียังคงพูดกวนประสาทต่อไปจนคนตัวเล็กเริ่มทนไม่ได้ ต้องยื่นคำขาด
“ถ้านายยังขืนพูดอีกคำนึงละก็ ฉันเก็บข้าวส่วนของนายไปทิ้งแน่”
เท่านั้นแหละ โต๊ะอาหารจึงได้เงียบเสียงลง…ใช่ ยามะพีเลิกพูดแล้วก็จริง แต่รอยยิ้มกวนประสาทที่ยังคงแต่งแต้มอยู่บนริมฝีปากของใครอีกคนก็ทำให้ยูยะอยากจะเอาอะไรสักอย่างอุดปากหมอนี่ให้ไม่ต้องยิ้มไม่ต้องพูดอะไรได้อีก
แต่ที่ยูยะทำได้ในตอนนี้ก็คือ เลิกสนใจรอยยิ้มกวนประสาทนั่นซะ แล้วทานข้าวในส่วนของตัวเองให้หมดๆ ไป จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าหมอนี่อีก
ร่างสูงที่นั่งฝั่งตรงข้ามเหลือบมองคนตัวเล็กที่ก้มหน้าก้มตาทานข้าวราดแกงกะหรี่อย่างตั้งอกตั้งใจเสียเหลือเกินแล้วอดที่จะยิ้มขำออกมาเสียไม่ได้....คนอะไร ตั้งใจกินข้าวอย่างกับตั้งใจทำข้อสอบ แล้วดูเข้าสิ ถ้าเขาเดาไม่ผิดล่ะก็ ปากเล็กที่พูดขมุบขมิบอะไรอยู่นั่นต้องกำลังแช่งชักหักกระดูกเขาอยู่แน่ๆ
“ฝีมือใช้ได้นี่ อร่อยดี” ยามะพีหาเรื่องชวนคุย ก่อนที่ตัวเขาจะพรุนไปด้วยคำแช่งของเด็กแสบนี่ และก็ได้ผล เมื่อริมฝีปากเล็กนั้นหยุดการขยับลงก่อนที่เจ้าตัวจะเงยหน้าขึ้นมองเขาพลางเอ่ยขอบคุณเบาๆ และแน่ล่ะ ด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
“พรุ่งนี้ฉันมีเรียนเช้า แล้วนายล่ะ ถ้าเช้าเหมือนกันจะได้ไปพร้อมกัน”
“ไม่เป็นไร ฉันไปรถไฟเองได้” ยูยะตอบปฏิเสธอย่างไม่ต้องคิด พลางก้มหน้าทานข้าวของตัวเองต่อ
“ตอบอย่างนี้แสดงว่าไปเช้า ดี งั้นเจ็ดโมงเจอกัน อย่าตื่นสายล่ะ” ยามะพีพูดราวกับว่าไม่ได้ยินคำปฏิเสธนั้น ทำให้คนฟังเงยหน้าขึ้นจ้องคนพูดตาวาว
“ฉันบอกว่าไม่เป็นไร หูหนวกหรือไง”
“อ้า อิ่มแล้วล่ะ ขอบคุณสำหรับอาหาร” ร่างสูงลุกขึ้นยืนทำท่าจะเดินเข้าห้องนอนตัวเอง ทำเอายูยะรีบตะโกนตามไปแทบไม่ทัน
“นี่! ฟังที่คนอื่นเค้าพูดบ้างได้ไหมเล่า”
“อ้อใช่ นั่นสินะ” ยามะพีหันหลังกลับมามองคนตัวเล็กนิ่ง แต่จากนั้นก็ยิ้มออกมา “จานน่ะทิ้งไว้งั้นก่อนละกันเดี๋ยวฉันล้างเอง ขอไปใส่เสื้อก่อน วันนี้อากาศเย็นๆ นะว่าไหม”
“นาย ยามะพี!”
ปัง
“บ้าเอ๊ย...”
ร่างเล็กสบถออกมาสองสามคำด้วยความหงุดหงิด อะไรของหมอนั่นกันนะ กวนประสาทก็ที่หนึ่ง แถมยังไม่ฟังเสียงใคร กลับมาปิดประตูใส่หน้าเขาอีก คิดว่าตัวเองใหญ่มาจากไหนหรือไง!?
ไม่เหมือนพี่เรียวที่มักจะฟังที่เขาพูดตลอด...
เทโกชิ ยูยะส่ายหน้าแรงๆ สามครั้งเพื่อไล่ความคิดถึงพี่ชายตัวเองออกไปจากหัวสมอง....อย่ายึดติดน่ายูยะ พี่เรียวเขาไม่ใช่พี่ชายของนายจริงๆ เสียหน่อย สักวันเขาก็ต้องมีเส้นทางชีวิตของเขา เหมือนอย่างที่นายเองก็ต้องมีเหมือนกัน
จะให้เขามาคอยอยู่กับนาย คอยฟังคำพูดของนายตลอดไป มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว และมันก็ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นด้วย
มือบางตบแก้มตัวเองให้พอรู้สึกเพื่อดึงความคิดกลับมายังปัจจุบัน...จานสองใบยังคงวางอยู่บนโต๊ะอาหาร แต่นายนั่นบอกเองนี่นาว่าจะเป็นฝ่ายล้างเอง…
.
.
กวนประสาทดีนัก ถ้างั้นก็เชิญล้างเสียให้พอเถอะ!
To be continued
เพิ่งแต่งเสร็จตะกี้ ยังไม่ได้อ่านทวนดีเท่าไหร่ หายไปเป็นเดือนลืมไปแล้วว่าต้องแต่งอะไรต่อ เหอๆๆ - -"
edit* เอายามะพีอกล่ำๆ มาฝากค่ะ xD

เห็นเข้าแบบนี้ น้องจะทนไหวได้ไง เนะน้องเทช ฮ่าๆๆๆ xDDDD!
edit @ 26 Apr 2011 16:13:56 by MaYuya
สารบัญ Ficton



