My {Room} mate Chapter 1

posted on 27 Feb 2011 20:23 by melodii-fiction  in YamaGoshi

 

My {Room} mate

Yamashita Tomohisa X Tegoshi Yuya

 

 

Chapter 1

 

 

 

บนรถไฟในช่วงเวลาเร่งด่วนอย่างในตอนเช้า คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งมนุษย์เงินเดือนและนักเรียนนักศึกษาต่างก็มีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางไปทำงานหรือไปเรียนหนังสือด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งเป็นเช้าวันจันทร์—วันเริ่มต้นแห่งสัปดาห์ ผู้คนดูคล้ายจะมีความกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ เป็นเหตุให้รถไฟขบวนนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คน...แน่นจนไม่มีที่จะหายใจ

 

เทโกชิ ยูยะพยายามทำตัวให้ลีบมากที่สุดเมื่อผู้คนทยอยเบียดกันเข้ามาบนรถไฟขบวนนี้ จนในที่สุดยูยะก็โดนเบียดจนกระเด็นไปอยู่ที่มุมซอกหลืบที่สุด...ที่ที่ยูยะไม่ปรารถนาจะยืน เพราะถึงแม้ที่ตรงนี้จะทำให้เขามีที่พิงเป็นผนังของรถไฟไม่ใช่ผนังของกำแพงมนุษย์ แต่สำหรับคนตัวเล็กอย่างยูยะแล้ว...ที่ตรงนี้มันทำให้เขาหายใจไม่ออก เป็นมุมอับที่ไม่มีอากาศจะหายใจ

 

ร่างเล็กถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางขยับตัวออกจากซอกมุมของรถไฟเมื่อผู้โดยสารทยอยลงจากรถไปบ้างแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นผู้คนบนรถไฟที่ยังเหลืออยู่ก็ยังมีจำนวนมากกว่าคนที่ลงไปอยู่ดี แม้จะไม่เบียดเท่าในตอนแรก แต่ยูยะก็ไม่ได้รู้สึกสบายตัวเท่าไรนักเลยเพราะยังโดนขนาบข้างทั้งสองด้านชนิดที่ว่าเนื้อแนบเนื้อ แม้ยูยะจะพยายามทำตัวลีบสักแค่ไหนก็ตาม

 

และยูยะก็ต้องสะดุ้งสุดตัวพลางเบิกตาด้วยความตกใจเมื่อรับรู้ว่าคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเยื้องไปทางซ้ายกำลังทำอะไรบางอย่างที่ผิดปกติกับร่างกายของเขาอยู่ และมันก็ไม่ใช่ความบังเอิญแน่ๆ....อะไรบางอย่างที่ยูยะค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นมือของใครคนนั้น ตะปบลงที่บั้นท้ายของเขาอย่างไม่แรงนักและกำลังบีบเค้นเบาๆ..........

 

“เฮ้ย! ใครทำอะไรวะ”

ด้วยอารามตกใจ ยูยะจึงส่งเสียงร้องออกไปก่อนแล้วจึงค่อยหันไปมองทางด้านหลังว่าใครเป็นเจ้าของมืออันน่าขยะแขยงนั้น แต่นั่นคงสายเกินไปเพราะกว่าที่ยูยะจะหันไปมองได้ทัน มือปริศนานั้นก็หายไปแล้ว

 

จะมีก็แต่สายตาของใครบางคนที่ฉายแววตื่นตระหนกระคนตกใจเล็กน้อยเมื่อสบประสานเข้ากับสายตาหาตัวคนผิดของยูยะเข้าพอดี

 

“นาย! ไอ้โรคจิต! ไอ้หื่นกามลวนลามได้แม้กระทั่งผู้ชายด้วยกัน!!”

 

ด่าอย่างเดียวคงไม่พอสำหรับคนอย่างเทโกชิ ยูยะ เพราะหลังจากด่าประนาม ‘ไอ้โรคจิต’ ด้วยระดับเสียงที่ได้ยินกันทั่วทั้งโบกี้เรียบร้อยแล้ว ยูยะยังแถมหมัดแรงๆ หนึ่งทีเข้าที่ดั้งจมูกของชายหนุ่มตรงหน้าเป็นของรางวัลปิดท้ายอีกด้วย

 

“โอ๊ย! อะไรของนายเนี่ย”

‘ไอ้โรคจิต’ ในสายตาของยูยะร้องขึ้นพลางเอามือลูบตรงส่วนที่โดนเขาชกไปเสียเต็มแรงเหมือนจะหวังให้มันช่วยคลายความเจ็บให้ลดลง

“ก็ใครใช้ให้นายมาลวนลามลูบ...เอ่อ...สะโพกของคนอื่นเขาอย่างนี้ล่ะ! ไอ้หื่นเอ๊ย! ฉันไม่ชกแกให้ล้มคว่ำหน้าหงายก็บุญเท่าไหร่แล้ว” ยูยะรู้สึกกระดากปากที่ต้องพูดว่าเมื่อครู่เขาโดนผู้ชายด้วยกันลูบก้น จึงเลี่ยงไปใช้คำอื่นแทน

“เดี๋ยว ฉันไม่ใช่โรคจิตที่ลูบก้นนายเมื่อกี้ เข้าใจซะใหม่ด้วย”

เทโกชิ ยูยะหน้าแดงด้วยความอายเมื่อในที่สุดไอ้โรคจิตนั่นก็เป็นฝ่ายพูดแฉออกมาเสียเองว่าเมื่อครู่เขาโดนคนโรคจิตหื่นกามลวนลามเขายังไง

 

“อะ..ไอ้...ไอ้บ้า!! ทำไมนายจะไม่ใช่ไอ้โรคจิต หลักฐานก็เห็นกันอยู่เต็มตา!” ยูยะพยายามไม่สนใจสายตาของคนรอบข้างที่มองมาที่เขาเป็นจุดเดียวหลังจากได้รู้กันทั่วว่าเหยื่อคนโรคจิตอย่างเขาโดนลวนลามที่ส่วนไหน

“หลักฐาน? หลักฐานอะไร นายโวยวายตีโพยตีพายของนายไปเองแท้ๆ ฉันยังไม่ทันโดนตัวนายแม้แต่ปลายขี้เล็บ จู่ๆ ก็ชกมาไม่ดูตาม้าตาเรือเล้ย เด็กสมัยนี้”

“นายเรียกใครเด็ก!? แล้วหลักฐานน่ะหรือ ก็ฉันเห็นอยู่ว่านายทำหน้าตกใจตอนฉันหันมามองหาคนโรคจิตนั่น ถ้านายไม่ใช่คนโรคจิต แล้วจะใคร?”

 

ราวกับว่า ‘ไอ้โรคจิต’ ของยูยะรอคำถามนี้มานานแล้ว เพราะเมื่อได้ยิน ชายหนุ่มก็ไม่รีรอที่จะคว้าแขนบางของคนที่กล่าวหาเขาแล้วออกแรงลากให้เดินออกไปนอกประตูรถไฟตามคนอื่นๆ ที่ทยอยกันเดินออกเมื่อรถไฟขบวนนี้ได้จอดเทียบท่าสถานีพอดี

ซึ่งแน่นอนว่าคนอย่างเทโกชิ ยูยะไม่ยอมให้ใครลากไปไหนมาไหนได้ง่ายๆ เป็นแน่

 

“ไอ้บ้า!! นายจะพาฉันไปไหน ปล่อยนะ!!”

“ก็พาไปหาคนโรคจิตตัวจริงไง จะเลิกดิ้นแล้วเดินตามมาดีๆ หรือจะต้องให้อุ้มโชว์คนอื่น?”

เหมือนคำขู่นี้จะได้ผลเพราะร่างเล็กลดการขัดขืนลง แม้จะเพียงเล็กน้อยก็เถอะ แต่ก็ทำให้ชายหนุ่มเดินเร็วขึ้นกว่าเดิมเยอะ

 

“เดี๋ยว หยุดก่อน ฉันมึนหัว” โรคเกลียดคนเยอะๆ ของคนตัวเล็กกำเริบ ผสมกับช่วงเวลาที่ไม่มีอากาศหายใจบนรถไฟเมื่อครู่ ส่งผลให้ตอนนี้โลกทั้งโลกของยูยะหมุนคว้าง

แต่คนที่เป็นฝ่ายเดินนำกลับไม่สนใจเสียงบอกให้หยุดเดินของยูยะ เพราะสายตาของชายหนุ่มได้แลเห็นบุคคลที่เขาจำได้ว่าเป็นไอ้โรคจิตตัวจริงที่เป็นคนลวนลามคนตัวเล็กคนนี้บนรถไฟเข้าพอดี

 

“เจอแล้ว! เฮ้ย!! หยุดนะ บอกให้หยุดไงวะ ทำให้ฉันเสียเวลาแถมยังเจ็บตัวฟรี มันต้องเจออย่างนี้!!”

‘อย่างนี้’ ของไอ้โรคจิตในสายตายูยะก็ไม่รู้ว่าคืออย่างไหนเหมือนกัน เพราะภาพสุดท้ายที่คนตัวเล็กได้เห็นก็คือภาพแผ่นหลังของคนที่กำลังลากให้เขาเดินตามบิดเบี้ยวไปมา ก่อนที่เส้นสีดำจะปรากฏขึ้นไขว้ทับกันจนยุ่งเหยิง...ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดสนิทลง

 

.

.

.

.

 

.

 

.

 

 

.

 

 

นี่มันอะไรกัน ?

อึดอัด

เหมือนไม่มีอากาศหายใจ

 

‘อย่าร้องนะ หยุด! บอกให้หยุดร้องไง’ เสียงใครน่ะ ที่นี่ที่ไหน

 

 

ทำไมมันมืดไปหมดอย่างนี้

ทำไม....

 

ทำไมร้องแล้วถึงไม่มีเสียงออกมา...? 

 

.

.

 

.

.

 

“.....ฮึก!....”

 

ร่างเล็กที่นอนบนเตียงคนป่วยสะดุ้งสุดตัวพร้อมกับเบิกตาโพลงราวกับมีคนมากระชากให้จิตของเขาหลุดออกมาจากฝันร้าย.....มันเป็นฝันที่เขาไม่ได้ฝันถึงมานานสักระยะแล้ว

แต่ตอนนี้มันย้อนกลับมาหาเขาแล้ว

กลับมา...พร้อมกับน้ำตาที่เปียกแฉะไปทั่วทั้งใบหน้า...และยังคงไหลรินออกจากดวงตาของเขามากมายไม่รู้จักหยุด

 

“ฟื้นแล้วหรือ...”

เสียงที่ได้ยินทำให้คนตัวเล็กสะดุ้งตัวอีกครั้ง...เขาไม่ได้เตรียมใจที่จะมาร้องไห้ต่อหน้าใคร ยูยะพยายามมองหาเจ้าของเสียงทุ้มนั้น และก็หาได้ไม่ยากนักเลยเพราะใครคนนั้นยืนอยู่ใกล้กับประตูห้อง และกำลังเดินเข้ามาหาเขา เมื่อเห็นดังนั้น มือบางก็รีบเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว...โชคยังดีที่เจ้าของเสียงนั้นยืนอยู่ไกลพอควร ยูยะจึงมีเวลาเช็ดน้ำตาให้กับตัวเอง...แม้จะเช็ดได้แค่อย่างลวกๆ ก็ตามที

 

และเมื่อใครคนนั้นเดินมาถึงเตียงที่ยูยะนอนอยู่ สิ่งที่เขาได้เห็นจากใบหน้าของคนป่วยมีเพียงดวงตาที่สั่นไหวกับจมูกที่แดงก่ำ

ไม่มีน้ำตาที่กำลังไหล...จะมีก็แต่คราบน้ำตาที่ยังคงติดอยู่ที่แก้มใสทั้งสองข้าง หากแต่คนมองพยายามมองข้ามมันไปแล้วสนใจกับสีหน้าของคนตัวเล็กแทน

 

“หน้าตาดีขึ้นเยอะแล้วนี่...ไหนดูซิ มีไข้หรือเปล่า” ว่าจบก็เอื้อมมือไปแตะหน้าผากเล็กเพื่อวัดอุณหภูมิของร่างกาย โดยที่ไม่รอให้คนป่วยทักท้วงใดๆ

 

“เดี๋ยว นาย ไอ้โรคจิต นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ทีแรกยูยะจะปัดมือของ ‘ไอ้โรคจิต’ นั้นออก แต่เหมือนว่าเจ้าของมือที่กำลังแตะหน้าผากเขาอยู่รู้ว่าเขาจะทำอะไรจึงชักมือออกไปอย่างรวดเร็ว

 

“ไข้ก็ไม่มี เดี๋ยวฉันเรียกหมอมาดูนายอีกทีแล้วกัน อีกสักพักคงจะกลับบ้านได้แล้วล่ะมั้ง”

“เดี๋ยว หยุดก่อน” ยูยะรีบเรียกใครคนนั้นเอาไว้เมื่อเห็นว่าร่างสูงกำลังจะเดินออกจากห้องไป “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ที่นี่คือโรงพยาบาลงั้นหรือ? นายมาทำอะไรที่นี่ แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

 

คนป่วยเห็นคนที่เขาเรียกไว้หยุดเดินแล้วหันมามองเขาด้วยสายตาอ่อนใจอย่างไรไม่ทราบก่อนจะเปิดปากตอบคำถามของเขา

“นายเป็นลมตอนที่ฉันลากนายไปจับไอ้โรคจิตตัวจริงที่สถานีรถไฟ ฉันเลยต้องพานายมาโรงพยาบาล เข้าใจหรือยัง”

“เดี๋ยวนะ…” ยูยะประมวลความคิดจากที่ได้ฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ไอ้โรคจิตก็คือนายไม่ใช่หรือไง นี่มันอะไร ฉันไม่เข้าใจ”

“เฮ้อ...” นายโรคจิตตรงหน้ายูยะถอนหายใจเสียงดังอย่างน่าเกลียด “ฉันบอกนายแล้วไม่ใช่หรือว่าฉันไม่ใช่โรคจิต แล้วโรคจิตตัวจริงก็ถูกตำรวจจับไปแล้วด้วย ถ้านายไม่เชื่อ...เดี๋ยวจะมีตำรวจติดต่อนายให้ไปให้ปากคำเอง แล้วตอนนั้นนายคงจะเข้าใจ”

“..........”

 

ยูยะเงียบไปเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ตอนนี้สมองของเขาสับสนไปหมดแล้ว เขาโดนโรคจิตลวนลามบนรถไฟ แล้วเขาก็เป็นลมงั้นหรือ? แล้วคนที่เขาเข้าใจว่าเป็นไอ้โรคจิตกลับไม่ใช่โรคจิตตัวจริง แล้วตัวจริงถูกตำรวจจับไปแล้ว? นี่มันเรื่องอะไรกัน??

 

ร่างสูงมองคนป่วยตัวเล็กที่เงียบไปเหมือนกำลังใช้ความคิดแล้วยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้คนฟังสงสัยนัก และจากนั้นก็เดินหายลับไปโดยที่ไม่รอฟังคำพูดจากยูยะสักคำ

 

“เดี๋ยวให้พี่ชายนายพาไปให้ปากคำที่โรงพักแล้วกัน...ฉันไปล่ะ”

.

.

 

ผู้ชายคนนี้รู้ว่ายูยะมีพี่ชายได้อย่างไร ?

 

 

 

 

 

ไม่มีคำตอบของคำถามนั้นสำหรับเทโกชิ ยูยะ แต่สำหรับคนที่ถูกเรียกว่า ‘ไอ้โรคจิต’ แล้ว เขารู้คำตอบนั้นอยู่เต็มหัวใจ

ยามาชิตะ โทโมฮิสะ สาวเท้าออกจากโรงพยาบาลหลังจากจัดการเรียกหมอให้ไปดูคนป่วยตัวเล็กที่ยังนอนให้น้ำเกลืออยู่ในห้องและจ่ายค่ารักษาพยาบาลเรียบร้อย ชายหนุ่มก้มลงมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือแล้วก็ถอนหายใจ...บ่ายโมงกว่าเข้าไปแล้ว คาบเรียนตอนเช้านั้นเขาก็โดดไปอย่างไม่ต้องสงสัย

เถอะ...มันก็แค่ครั้งเดียว ร่างสูงยักไหล่...สำหรับยามะพีแล้ว การเข้าเรียนให้ครบทุกครั้งมันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนักหรอก

 

“เออ ว่าไง”

ร่างสูงกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์เครื่องจิ๋วหลังจากที่มันสั่นครืดๆ อยู่ในกระเป๋ากางเกงของเขา ยามะพีเดินไปโบกเรียกรถแท็กซี่ขณะฟังทางปลายสายโวยวายใส่เขาเสียงดัง

 

“ไอ้พี!! ยูยะเข้าโรงพยาบาลได้ยังไง เป็นอะไรมากหรือเปล่า แล้วตอนนี้แกอยู่ที่ไหน”

“โอ๊ย หูจะแตก ขอทีละคำถามได้ไหม ฟังไม่ทันเว้ย” ยามะพีบ่นใส่เพื่อนหลังจากบอกจุดหมายที่จะไปให้คนขับรถแท็กซี่แล้วเรียบร้อย

“แกไม่ได้อยู่กับยูยะหรือตอนนี้” เหมือนว่าทางปลายสายจะได้ยินเสียงที่เขาคุยกับโชเฟอร์จึงถามคำถามนี้ขึ้นมา ซึ่งยามะพีก็ตอบรับอย่างง่ายๆ

“เออดิ ฉันกำลังจะไปเรียนตัวบ่ายไง ถามอะไรแปลกๆ”

“แสดงว่าตอนนี้ยูยะอยู่ที่โรงพยาบาลคนเดียว!?”

“แกจะทำเสียงตกใจอะไรขนาดนั้นวะไอ้เรียว น้องแกไม่เป็นอะไรแล้ว เมื่อกี้ก็ฟื้นแล้ว ฉันเลยออกมาเนี่ย”

 

นิชิกิโด เรียวเงียบไปสักพักเมื่อรับรู้ว่าเพื่อนเขาคนนี้มันรอให้น้องชายเขาฟื้นขึ้นมาก่อนแล้วจึงออกมาเรียน แต่ถึงอย่างนั้นเรียวก็อดเป็นห่วงไม่ได้

“แล้วยูยะเป็นยังไงบ้าง หมอว่าไง แล้วที่แกบอกมาในเมลนี่มันหมายความว่าอะไรวะพี” เรียวหมายถึงข้อความสั้นๆ ที่เพื่อนรักส่งเข้าเมลในมือถือเขาขณะที่เขากำลังเดินออกจากห้องเรียนในภาคเช้า

 

‘น้องแกอยู่โรงพยาบาลตอนนี้ ฉันจับโรคจิตให้แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง’

 

“ก็กำลังจะโทรไปอธิบายนี่ไง แกก็โทรมาก่อนพอดี”

“แล้วตกลงว่ายังไงล่ะ ไหนเล่ามาซิ แกเจอยูยะได้ยังไง”

 

คำถามของเพื่อนทำให้ยามะพีหวนคิดไปถึงเหตุการณ์ในตอนเช้าอีกครั้ง...ในเช้าวันนี้ที่ยามะพีไม่มีรถขับไปมหาวิทยาลัยเพราะเมื่อวันก่อนเกิดอุบัติเหตุขึ้นเล็กน้อยกับรถของเขา มีคนหลับในขับมาชนรถเขาเสียได้ ดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมากแต่สภาพรถก็เสียหายพอดูเหมือนกัน เช้าวันนี้เขาจึงต้องใช้บริการรถไฟไปเรียน ถ้าไม่เกิดเรื่องยุ่งๆ นี่ขึ้นเสียก่อน

 

“เมื่อเช้าฉันไปรถไฟขบวนเดียวกับยูยะน้องชายแก ตอนแรกฉันก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นน้องชายแก แต่ฉันเห็นเขาโดนตาลุงโรคจิตคนหนึ่งลวนลามเข้า ก็เลยจะช่วย แต่น้องแกดันเข้าใจผิดคิดว่าฉันเป็นโรคจิตซะได้” .....แถมยังชกหน้ามาเสียเต็มแรง ยามะพีเก็บประโยคสุดท้ายไว้ในใจ ขืนบอกไปไอ้เรียวต้องหัวเราะเยาะเขาแน่ๆ ที่ถูกเด็กผู้ชายตัวเล็กชกเสียจนหน้าหงาย

 

“แล้วทีนี้ฉันก็ลากน้องแกไปจับโรคจิตตัวจริงที่กำลังหนี แต่น้องแกดันเป็นลมซะก่อน ฉันก็เลยพาน้องแกไปส่งโรงพยาบาลเนี่ยแหละ ส่วนไอ้โรคจิตนั่นฉันก็จับมันได้แล้ว และส่งตำรวจเรียบร้อยแล้วด้วย แกไม่ต้องเป็นห่วง เหลือก็แต่ให้น้องแกไปให้ปากคำที่โรงพักเท่านั้น”

 

คนทางปลายสายครางรับเมื่อเริ่มเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น “แล้วแกรู้ตอนไหนว่ายูยะเป็นน้องชายฉัน”

“ก็ฉันจะติดต่อครอบครัวของเด็กนั่น พอไล่เบอร์ในมือถือดู เห็นเบอร์แก เลยแน่ใจว่าเป็นน้องชายแกแน่ๆ ฉันก็คุ้นๆ หน้าเด็กนั่นอยู่แล้วด้วย ตอนมัธยมฉันเคยเจอน้องแกครั้งหนึ่งไง”

“อืม...เข้าใจแล้ว” เรียวเอ่ยขึ้น ขณะที่ยามะพีได้ยินเสียงสตาร์ทรถ

“แกจะไปไหนเรียว ไม่เรียนวิชาตอนบ่ายหรือไง”

“ไปหาน้อง ขอบใจแกมากที่ช่วยดูแลน้องฉัน ฝากจดเลคเชอร์บ่ายด้วย แล้วค่อยคุยกัน”

“เฮ้ย เดี๋ยวดิวะไอ้เรียว”

 

ไม่ทันแล้ว เมื่อสิ่งที่ยามะพีได้ยินคือสัญญาณตัดสายโทรศัพท์...เรียววางสายไปแล้ว

ชายหนุ่มปิดฝาพับมือถือลง ขณะครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า และน้ำเสียงร้อนรนของเพื่อนเมื่อครู่

 

เรียวเป็นห่วงน้อง เขาก็พอเข้าใจ ตั้งแต่ที่รู้จักกันมา เพื่อนเขาคนนี้สมควรได้ถ้วยรางวัลพี่ชายดีเด่น ดูแลน้องได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ยิ่งเหตุการณ์ที่มันมาขอร้องให้เขารับเด็กนั่นไปดูแลตลอดสามเดือนข้างหน้านี้ ยามะพียิ่งเข้าใจ น้องมันเป็นเด็กที่มีแผลในใจ มันคงต้องดูแลเป็นพิเศษ

 

หากแต่ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่รบกวนใจเขาอยู่ขณะนี้ ยามะพีบอกตัวเองได้เลยว่าไม่ใช่เพราะท่าทางเป็นห่วงน้องที่บางครั้งก็ดูมากเกินไปของเรียวหรอก...

 

แต่เป็นน้ำตาของเด็กคนนั้นที่เขาเห็นในโรงพยาบาลต่างหาก

น้ำตาที่ไหลทะลักออกมาอย่างน่ากลัว และเสียงร้องที่ฟังแล้วเขารู้สึกทรมานไปกับเด็กคนนั้นด้วย

คนร้องดูทรมานจนเขาต้องก้าวออกไปตามหมอ แต่ยามะพีก็ยังไม่ทันจะได้ก้าวพ้นจากประตูห้อง เด็กนั่นก็ฟื้นขึ้นมาเสียก่อน

 

ที่เขาไม่ถามว่าร้องไห้ทำไม เพราะเขารู้...ว่าถึงถามไปก็คงไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากคนที่มองว่าเขาเป็นเพียง ‘ไอ้โรคจิต’ หรอก...

ขนาดคนเป็นพี่ชายอย่าง นิชิกิโด เรียว เพื่อนที่เขาสนิทและไว้ใจมากที่สุด มันยังไม่เคยเล่าอะไรให้เขาฟังเลยสักนิด นั่นแสดงว่าเรื่องของน้องชายมันต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมากทีเดียว มันถึงไม่เคยปริปากบอกใครแม้แต่เพื่อนสนิทอย่างเขา

 

แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นที่เขาจะโกรธไอ้เรียวมันหรอก ยามะพีรู้ดี...สำหรับคนเราแล้ว ก็มีบางเรื่องที่อยากจะเก็บมันไว้กับตัวเอง ไม่อยากเอ่ยปากบอกกับใคร…อย่างที่เขาเองก็เป็น

 

แต่สิ่งที่ยามะพีติดใจอยากรู้แต่ยังไม่อยากถามเพื่อนในตอนนี้ คงจะเป็นเรื่องเดียวกับที่เขาเคยสงสัยตั้งแต่สมัยมัธยมตอนที่ได้เจอเด็กคนนั้นเป็นครั้งแรกกระมัง

 

.

.

ว่าเด็กนั่น...เทโกชิ ยูยะ ที่เป็นน้องชายของเรียวคนนั้น

ทำไมถึงได้มีหน้าตาแตกต่างจากเรียวผู้เป็นพี่ชายโดยสิ้นเชิง ?

 

 

 

 

 

 

 

ร่างบางนอนมองเพดานห้องอยู่นานเท่าไรก็ไม่ทราบได้...เขารู้เพียงแต่ว่าตอนนี้เขาไม่อยากหลับตาลงอีกแล้ว ยูยะยอมรับว่าเขากลัว...กลัวที่จะต้องฝันร้ายซ้ำๆ อีกครั้ง

กลัว...กับการอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้

 

“ยูยะ!” ประตูที่เปิดเข้ามาพร้อมกับเสียงร้อนรนของใครคนหนึ่งที่เรียกชื่อเขาทำให้ยูยะหลุดออกจากความคิดของตัวเอง...ภาพผู้ชายผมดำติดจะยุ่งเหยิงที่เดินเร็วๆ เข้ามาหาเขา ทำให้ยูยะยิ้มออก

 

“พี่เรียว”

“เป็นไงบ้าง” ผู้เป็นพี่ชายผ่อนฝีเท้าลงเมื่อเดินเข้ามาใกล้เตียงคนป่วย พร้อมกับหยุดยืนมองน้องชายเพียงคนเดียวด้วยสายตาเป็นห่วงยิ่งนัก

“ดีขึ้นแล้วครับ หมอบอกว่าหมดน้ำเกลือขวดนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว”

 

เรียวมองหน้าคนป่วยที่บอกว่าตัวเอง ‘ดีขึ้นแล้ว’ อย่างไม่อยากจะเชื่อในคำพูดนั้นสักเท่าไร...ก็จะให้เขาเชื่อได้อย่างไร ในเมื่อเขายังเห็นแววตาโศกคล้ายมีเรื่องทรมานใจของผู้เป็นน้องชายอยู่เลย

 

“แล้วเป็นลมได้ยังไง ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้คอยกันก่อน เดี๋ยวขับรถไปส่ง อยู่มหา’ลัยเดียวกันแท้ๆ”

ยูยะไม่ตอบคำถามนั้นของพี่ชาย แต่หัวเราะกลบเกลื่อน “ก็พี่เรียวช้านี่นา ผมต้องรีบไปเรียน เดี๋ยวสาย ถ้าไม่เจอไอ้โรคจิตนั่นนะ ป่านนี้ผมก็เรียนเสร็จกลับบ้านแล้ว”

 

“เอาเถอะ ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว” เรียวตัดบทเมื่อรู้ว่าถึงจะเถียงไปคนเป็นน้องชายก็หาข้ออ้างสารพัดมาเถียงเขาได้อยู่ดี ทั้งๆ ที่เรียวก็รู้อยู่เต็มอกว่าไม่ใช่เขาช้าหรืออะไรหรอก แต่ยูยะต่างหากที่เป็นฝ่ายบอกเขาเองตั้งแต่ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับเขาได้ว่าจะไม่ให้เขาไปส่งที่คณะเป็นอันขาด

 

‘ขอให้ผมได้เป็น เทโกชิ ยูยะ นักศึกษาธรรมดาๆ เถอะครับ อย่าให้ใครเขารู้เลยว่าผมเป็นน้องชายของลูกนักธุรกิจชื่อดังอย่างพี่เรียว’

 

“แล้วนี่พี่เรียวมาได้ยังไง ทางโรงพยาบาลโทรไปบอกหรือ..?” คนป่วยถามในสิ่งที่สงสัยออกไป เพราะตั้งแต่เขามานอนพักที่โรงพยาบาลแห่งนี้ เขายังไม่ได้โทรบอกผู้เป็นพี่ชายหรือใครสักคน

 

“เอ่อ..ใช่ พอฉันรู้ข่าวก็รีบมาที่นี่เลย” เรียวรับคำก่อนจะพูดต่อ “ฉันเป็นห่วงนายนะยูยะ แล้วยังงี้ฉันจะไปอเมริกาได้ยังไงโดยที่นายต้องอยู่ที่นี่คนเดียว”

“ผมบอกพี่เรียวแล้วไงว่าผมโตแล้ว ผมอยู่ได้”

“ฉันก็บอกนายแล้วเหมือนกันว่าฉันเป็นห่วง...แล้วเรื่องที่ฉันถามนายไปวันนั้นล่ะ มีคำตอบหรือยัง”

 

เรียวหมายถึงคำถามที่ว่าถ้าเขาจะให้ยูยะไปอยู่กับใครสักคนระหว่างสามเดือนที่เขาไม่อยู่นี้ ยูยะจะว่ายังไง ซึ่งในตอนนั้นน้องเขาขอเวลาตัดสินใจ แต่เมื่อเกิดเรื่องอย่างในวันนี้ขึ้นแล้ว เรียวก็รู้คำตอบได้โดยที่ไม่ต้องรอการตัดสินใจของคนเป็นน้องอีกต่อไป

 

“ไม่เป็นไรหรอก ผมอยู่คนเดียวได้ ไม่ต้องให้ผมไปอยู่กับใครทั้งนั้นแหละครับ”

“นี่คือคำตอบของนายหรือยูยะ”

“ใช่ นี่คือคำตอบของผม” ยูยะตอบเสียงหนักแน่น

“งั้นนายก็ควรจะรู้ไว้...ว่าฉันไม่สนใจคำตอบของนายอีกต่อไปแล้ว นายต้องไปอยู่กับเพื่อนฉัน นี่เป็นคำสั่ง”

“พี่เรียว!”

 

เรียวหันหลังให้กับคนป่วยเมื่อพูดมาถึงประโยคนี้...เขาไม่อยากจะเห็นสีหน้าเจ็บปวดของยูยะที่ถูกเขาบังคับเลยสักนิดเดียว

แต่ในเมื่อมันจำเป็น เขาก็ต้องทำ

 

“ฉันอยากให้นายรู้ไว้ ว่าทั้งหมดที่ฉันทำ ฉันหวังดีและเป็นห่วงนายจริงๆ ยูยะ”

“ไม่จริงหรอก ถ้าพี่เรียวหวังดีกับผมจริง พี่เรียวไม่ควรจะบังคับผมแบบนี้”

เรียวยิ้มเศร้ากับตัวเองโดยที่ไม่หันไปมองใครอีกคน ก่อนจะเดินออกจากห้องไปโดยที่ไม่หันมามองผู้เป็นน้องชายแม้แต่นิดเดียว

 

“อีกหนึ่งสัปดาห์ฉันจะไปอเมริกา...นายก็เตรียมตัวเก็บข้าวของย้ายไปอยู่กับเพื่อนฉันได้แล้วเหมือนกัน”

 

.

.

.

.

 

.

.

.

 

.

 

.

 

ตลอดสัปดาห์สุดท้ายที่เรียวจะได้อยู่ที่ญี่ปุ่นก่อนที่เขาจะต้องเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองถึงอเมริกานั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่บ้านนิชิกิโดเป็นไปอย่างไม่ค่อยราบรื่นเหมือนแต่ก่อน เรียวรู้ว่าน้องชายเขายังโกรธเรื่องที่เขาบังคับให้ไปอยู่กับเพื่อนเขาเป็นเวลาสามเดือน แต่เรียวก็รู้อีกเช่นกันว่ายูยะไม่มีทางที่จะปฏิเสธคำสั่งของเขาได้

 

และถึงแม้ว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมาผู้เป็นน้องชายจะไม่ค่อยยอมพูดคุยกับพี่ชายอย่างเรียวสักเท่าไร แต่ถึงอย่างนั้นในวันที่เรียวจะออกเดินทาง ยูยะก็ยังยอมมาส่งพี่ชายที่สนามบินอยู่ดี

 

 

“พี่เรียว...ไปอยู่ที่นู่นก็ดูแลตัวเองดีๆ นะครับ”

นี่คงเป็นประโยคที่ยาวที่สุดที่เรียวได้ฟังจากน้องชายในช่วงหลายวันมานี้กระมัง...เรียวบอกกับตัวเองพลางยิ้ม

“นายก็ดูแลตัวเองดีๆ นะยูยะ แล้วฉันจะโทรมาหาเมื่อถึงที่นู่นแล้ว” สายตาจับผิดที่เรียวได้เห็นจากคนเป็นน้อง ทำให้เขาต้องรีบเสริม “ไม่ต้องมาจ้องฉันด้วยแววตาจับผิดแบบนั้นเลย ฉันรู้หรอกน่าว่ายูยะน่ะเป็น ‘เด็กดี’ ไม่ดื้อแพ่งอยู่บ้านคนเดียวหลังจากที่ฉันบินไปอยู่แล้ว...ใช่ไหม”

 

เทโกชิ ยูยะ ทำหน้ายุ่งยากใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคดักคอจากเรียว หากแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรกับคำพูดประโยคนั้น

“ครับๆ พี่เรียวไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก ผมดูแลตัวเองได้”

 

คำพูดที่ได้ยินซ้ำๆ จากน้องชายทำให้เรียวยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง คนเป็นพี่เหลือบมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ

ได้เวลาลาจากกันจริงๆ แล้วสินะ

 

“ไปนะ รักษาตัวด้วย”

นิชิกิโด เรียว วางมือลงบนศีรษะของน้องชายและลูบกลุ่มผมนิ่มนั้นเบาๆ วูบหนึ่งที่ยูยะรู้สึกโหวงเหวงในใจอย่างไรชอบกล...มันเป็นความรู้สึกที่เขาเพียรพยายามสะกดกลั้นเอาไว้ตลอดเวลาหลังจากที่ได้รู้ข่าวดีครั้งนี้ของพี่ชาย

 

ความรู้สึกเล็กๆ ในซอกมุมของหัวใจตะโกนบอกยูยะว่า...เขาคงจะ ‘เหงา’ เมื่อเรียวจากไป...เรียวผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียว และครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของยูยะ

เถอะ...สามเดือน ก็แค่สามเดือนเท่านั้น ความเหงามันคงไม่กัดกินหัวใจของยูยะให้ตายลงเร็วนักหรอกกระมัง

 

สองพี่น้องยิ้มให้กันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ผู้เป็นพี่ชายจะเดินจากไปจนลับตา...ยูยะไม่รู้ว่าเขามองแผ่นหลังของพี่ชายด้วยสายตายังไง หรืออาจจะพูดได้ว่ายูยะมองไม่เห็นภาพตรงหน้าเลยก็ว่าได้ ทุกอย่างในตอนนี้ช่างดูเลือนราง ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างมาบดบังสายตาของเขาอยู่

 

.

.

และยูยะก็ได้รู้....เมื่อรู้สึกได้ถึงความชื้นแฉะของน้ำบนใบหน้าของเขา

น้ำใสๆ ที่ไหลลงมา…จากดวงตาของเขาเอง

 

 

 

 

 

คนตัวเล็กยืนมองสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลายอย่างปะปนกัน หลังจากที่เขาจอดรถของผู้เป็นพี่ชายที่ดึงดันจะให้เขาไว้ใช้งานตลอดสามเดือนที่เจ้าตัวไม่อยู่ที่บริเวณลานจอดรถเรียบร้อยแล้ว ยูยะก็เดินออกมาหยุดอยู่หน้าอพาร์ทเม้นท์ที่จะเป็นที่พักของเขาตลอดสามเดือนข้างหน้านี้ พร้อมกับเงยหน้ามองมันด้วยสายตาของคนแปลกหน้าคนหนึ่งพึงจะมองต่อสิ่งที่ไม่คุ้นเคย...และคงไม่มีวันจะคุ้นเคยตราบเท่าที่เขาจะไปจากที่นี่...ได้กลับบ้านที่เขาอยู่อาศัยตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา

 

ร่างเล็กพยายามสลัดความรู้สึกบางอย่างทิ้งไป ขณะที่ก้าวเท้าผ่านเข้าไปยังด้านในของตัวอาคารสูงใหญ่ด้วยการ์ดที่เรียวให้มาและกดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นสิบห้าตามที่เรียวบอกมาเมื่อหลายวันก่อน

 

‘ชั้น 15 ห้องหมายเลข 1502 ...จำให้ดีล่ะยูยะ’

 

เสียงของผู้เป็นพี่ชายยังคงดังวนเวียนอยู่ในหัวจนกระทั่งยูยะมาหยุดยืนมองประตูบานใหญ่ที่มีตัวเลขเดียวกันกับที่พี่ชายบอกมาติดอยู่ด้านหน้าของประตูแล้วนั่นล่ะ

ห้อง 1502

เทโกชิยูยะใช้เวลามากพอดูกับการมองตัวเลขสี่ตัวนี้เพื่อความแน่ใจว่าเขาไม่ได้มาผิดห้อง หรืออันที่จริงยูยะอาจจะขลาดเกินกว่าที่จะกดกริ่งข้างประตูทันทีที่มาถึงก็เป็นได้

 

แต่ถึงจะยื้อเวลาอย่างไร สุดท้ายเขาก็ต้องกดกริ่งเรียกเจ้าของห้องให้ออกมาเปิดประตูอยู่ดี

 

 

ในชั่ววินาทีที่ประตูห้องเปิดออกและยูยะได้สบสายตาเข้ากับเจ้าของห้องชุดแห่งนี้ที่เขาจะต้องมาพักอาศัยด้วยชั่วคราวนั่นเอง เทโกชิ ยูยะก็ได้รู้ว่าคนบนฟ้า โชคชะตา หรืออาจจะเป็นความบังเอิญมันช่างเล่นตลกกับเขาอย่างเหลือร้ายจริงๆ

 

 

 

To be continued 

 

 

เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้เอามาลงที่บล็อก แต่เอาลงที่บ้านยามะโกชิไปแล้ว

อ่านจบตอนที่ 1 แล้ว ฟังเพลงนี้กันหน่อยไหมคะ เข้าบรรยากาศ ฮ่าๆๆ

 

 

ไม่ใช่โชคชะตา คนบนฟ้า หรือความบังเอิญหรอกนะยูยะ

ก็แค่ "พรหมลิขิต" เท่านั้นเอง :D

 

เจอกันตอนหน้าค่า :D :D :D 

edit @ 27 Feb 2011 20:32:10 by MaYuya

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อุครี๊ สาววายจงเจริญค่าาาา~!! ><

ชาบูแด่ความวาย~~~ 5555

#1 By Nisa ,, on 2011-03-01 22:46

กรี๊ดดดดดดดดดดด

ขอบคุณสำหรับโคดมากเลยนะค๊าาา

จุ๊บๆๆ ><

#2 By Nisa ,, on 2011-03-01 22:48

เริ่มเรื่องก็กัดกันเลยเหรอคะ พี่พีดูโรคจิตขนาดนั้นเชียวว 55
พ่อเห็นนํ้าตาแล้วใจอ่อนใช่มั้ยล่ะ ป็นน้องชายเพื่อสนิทไม่พอ ยังต้องมาดูแลเค้าอีก อยู่ด้วยกันสามเดือนอะไรจะเกิดขึ้น *.* แล้วก็มีเรื่องความลับ ความฝันอีก ลุ้นๆๆๆ ขอบคุณสำหรับฟิคมากๆค่า ติดตามต่อๆ

#3 By poychange (101.108.193.1) on 2011-05-11 00:57