Endless Love...นิรันดร์รัก :: Intro ::
posted on 24 Feb 2011 00:28 by melodii-fiction in Endless-Love
.........Endless Love นิรันดร์รัก.........
[ Jin x Kazuya , Tomohisa x Yuya , Ryo x Hiroki]
Intro
ช่วงเวลาสายของปลายฤดูใบไม้ร่วงปีนี้.... อากาศไม่ค่อยแห้งแล้งเท่าไรนักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา มีเพียงกระแสลมเย็นเย็นที่พัดมาแผ่วเบาเท่านั้น หากแต่ก็ทำให้ร่างบางในชุดยูคาตะสีหวานที่กำลังเดินชมนกชมไม้อยู่ในเขตสวนต้องห่อไหล่ด้วยความเหน็บหนาว แขนทั้งสองข้างกอดตัวเองเอาไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย แต่ดูเหมือนมันก็ไม่ได้ช่วยให้กายบอบบางนี้หายจากการหนาวสั่นได้แม้สักนิด
และเมื่อความรู้สึกอบอุ่นได้เคลื่อนมาที่หัวไหล่ ร่างบางจึงหันไปมองทางด้านหลังด้วยความฉงน จากนั้นรอยยิ้มก็ประดับขึ้นที่ริมฝีปาก ช่างดูน่ารักนักในสายตาคนมอง
“ท่านพี่...”
“คาซึยะ เหตุใดเจ้าจึงออกมาเดินที่สวนในชุดบางเบาเช่นนี้เล่า รู้ตัวหรือไม่ว่าเป็นคนขี้หนาว ถ้าพี่ไม่เห็นเจ้าคงจะเดินกอดตัวเองอยู่เช่นนี้สินะ”
น้ำเสียงแม้จะฟังดูดุ แต่ก็เจือไปด้วยความห่วงใยจนร่างบางต้องยิ้มเสียอีกครั้งเพื่อเป็นการเอาใจพี่ชายเพียงคนเดียวของตน
“ก็ข้ารู้นี่ว่ายังไงท่านพี่ก็ต้องนำผ้ามาคลุมไหล่ให้ข้าอยู่แล้ว แล้วข้าจะกลัวความหนาวไปใย”
เรียวถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อฟังคำตอบของผู้เป็นน้องรัก เตือนกี่ทีก็ไม่เคยจำ แถมยังมาย้อนเสียจนข้าก็พูดต่อไม่ออกอีก จำได้ว่าตอนเด็กข้าไม่ได้สอนเจ้าให้ต่อปากต่อคำกับผู้อื่นเก่งเช่นนี้นะน้องพี่
“เจ้านี่นะ พี่เตือนเจ้าด้วยความหวังดี กลัวว่าเจ้าจะล้มป่วยไป แต่เจ้าก็ไม่ฟังพี่สักครั้ง แถมยังดื้อดึง ต่อปากต่อคำกับพี่อีก ลงโทษสักทีดีไหม”
“ท่านพี่ก็... ข้าแค่พูดเล่นไปตามประสา อย่าได้ถือโทษโกรธข้าเลย .....ว่าแต่ ที่ท่านพี่เดินมาหาข้าถึงในสวนนี้ คงจะไม่ได้มาเพียงเพื่อนำผ้ามาคลุมไหล่ให้ข้าเท่านั้นหรอกนะ”
“รู้ดี” เรียวเอ่ยออกมาทันควันซึ่งก็ทำให้คนเป็นน้องหัวเราะคิกคัก
“แน่ล่ะสิ ก็ข้าเป็นน้องชายของท่านนี่ แล้วตกลงมีเรื่องอะไรหรือ”
“พี่แค่จะมาบอกเจ้าว่า วันนี้พี่จะไปธุระแถวชานเมือง อาจจะกลับค่ำเสียหน่อย ส่วนท่านพ่อกับท่านแม่ก็เข้าวังหลวงไปตั้งแต่เช้าแล้ว เจ้าอยู่ในเรือนดีๆ อย่าไปเล่นซนที่ไหนล่ะ คาดว่าช่วงเย็นท่านพ่อกับท่านแม่คงจะกลับมาถึง”
คำพูดของผู้เป็นพี่ชายทำให้ร่างบางมองค้อนเล็กน้อย “ข้าไม่ใช่เด็กเสียหน่อย จะไปเล่นซนที่ไหนได้ ท่านพี่ล่ะมองข้าเป็นเด็กอยู่เรื่อย.... แล้วอย่าลืมซื้อของมาฝากข้าด้วยล่ะ โทษฐานที่ท่านทำให้ข้าต้องอยู่เรือนเพียงคนเดียว”
ประโยคหลังดูเหมือนเป็นประโยคคำสั่งกลายๆ ซึ่งผู้ฟังก็รับคำเป็นอย่างดี
“ได้สิ แล้วพี่จะซื้อของเล่นมาฝากเจ้าแล้วกัน ดูแลตัวเองดีๆ พี่ไปล่ะ”
แล้วเรียวก็รีบเดินออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอให้ท่านชายคาเมนาชิคิดตามคำพูดสั่งลาของตนเองได้เสียก่อน และเมื่อพ้นร่างสูงของผู้เป็นพี่แล้ว คาซึยะก็ส่งเสียงร้องต่อว่าพี่ชายอย่างขัดใจ
“ท่านพี่บ้า! ข้าไม่ใช่เด็กนะจะได้รอของเล่นจากท่านน่ะ บ้า ๆๆ บ้าที่สุดเลย!!”
หากแต่เสียงที่คาซึยะได้ยินกลับมา เป็นเพียงเสียงหัวเราะร่าเริงของผู้เป็นพี่ชายเท่านั้นเอง
เสียง...ที่แว่วมากับสายลม ช่างเบาบางนักในความคิดของคนฟัง
.....เบาบาง เหมือนจะไม่มีโอกาสได้ยินอีกต่อไป นับแต่นี้...
เสียงฝีเท้าที่ตามติดมาโดยตลอดตั้งแต่ก้าวมาถึงชานเมือง จวบจนพลบค่ำที่ท่านชายเรียวทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้ท่านชายตัดสินใจหยุดเดินและหันไปด้านหลังเพื่อที่จะยุติเรื่องทั้งหมดเสีย... แน่นอนว่าเขารู้...รู้มาโดยตลอดว่ามีคนสะกดรอยตาม หากแต่เรียวก็ไม่ได้สนใจเพราะธุระที่ต้องทำนั้นสำคัญมากกว่า แต่ในเมื่อตอนนี้เขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะจัดการกับ ‘ใครพวกนี้’ เสียที
ที่บอกว่า ‘พวก’ ก็เพราะเรียวรู้สึกได้ถึงจำนวนคนที่มากขึ้นตั้งแต่เมื่อไรเขาก็ไม่ทราบได้ .....สอง...สาม...หรือมากกว่านั้น
“ใคร”
เพียงแค่คำพูดสั้นๆ ของท่านชายคนโตแห่งตระกูลคาเมนาชิ ชายชุดดำห้าคนก็เดินออกมาจากมุมมืดในทันที ....ทุกคนมีผ้าสีดำคาดปิดใบหน้าไว้ตั้งแต่บริเวณจมูกลงมาถึงปลายคาง จึงทำให้เรียวไม่สามารถมองเห็นใบหน้าค่าตาของผู้ปองร้ายทั้งหมดได้สักนิด
“หึ..หึ สวัสดี ท่านชายเรียว ข้านึกว่าท่านจะไม่รู้ตัวเสียอีกว่าพวกข้า...ตามท่านมา”
“ต้องการอะไร”
เรียวถามเสียงกร้าว จากการคำนวณดูแล้ว ห้าต่อหนึ่ง ...หนทางที่จะชนะมีเพียงน้อยนิด... แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย
“ใจร้อนจริงนะท่านชาย ข้าก็แค่รับคำสั่งให้มา ‘เล่นสนุก’ กับท่านเท่านั้นเอง...พร้อมหรือยังล่ะ”
“รับคำสั่งมาจากใคร!”
“ข้าจะรับคำสั่งมาจากใครท่านไม่จำเป็นต้องรู้หรอก เอาเป็นว่า เรามาเริ่มกันเลยดีกว่านะ...ท่านชายเรียว รับรองว่าท่านจะต้อง ‘สนุก’ แน่ๆ เชียวล่ะ... เอ้า พวกเรา เริ่มได้!”
สิ้นคำพูดของชายชุดดำคนแรกที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของพวกที่เหลือ บุรุษร่างใหญ่อีกสี่ชีวิตก็พุ่งเข้ามาหาเรียวในทันที ดาบเล่มยาวในมือฟาดลงมาหมายชีวิต แต่ท่านชายเรียวหมุนตัวหลบได้ทันท่วงทีและใช้เท้ายันร่างชายผู้นั้นออกไป
นับว่าเป็นการต่อสู้ที่ไม่ยากเย็นนัก เหตุเพราะคนพวกนี้ไม่ได้มีฝีมืออย่างที่ท่านชายคิดเอาไว้ในทีแรก จึงใช้เวลาเพียงไม่นาน ชายร่างใหญ่ทั้งสี่ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นเสียหมด เหลือเพียงชายคนแรกซึ่งเป็นหัวหน้าเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่โดยไม่มีรอยบาดแผลใดใด สีหน้าเริ่มดูซีดลงเมื่อเรียวเดินใกล้เข้ามา
“ฝีมือกระจอกกว่าที่คิด แต่ข้าคิดว่า เจ้าคงจะมีฝีมือมากกว่าพวกลูกน้องที่นอนเกลื่อนกลาดพวกนี้นะ”
“เดี๋ยวท่านได้รู้แน่ ท่านชาย”
ดาบในมือชายชุดดำเริ่มปะทะเข้ากับดาบในมือเรียวอย่างรวดเร็วและรุนแรง ฝีมือการฟันดาบของชายผู้นี้เป็นไปอย่างที่เรียวคิด นั่นคือ ฝีมือและการต่อสู้มีชั้นเชิงกว่าพวกที่เหลือ หากแต่ก็ไม่ได้ทำให้ท่านชายเดือดร้อนใจแต่อย่างใด ....ฝีมือแค่นี้ ไม่ถึงสองนาทีก็จบ
และมันคงจะเป็นไปตามคาด ถ้าเกิดคนพวกนี้ไม่ได้ใช้วิธี ‘ลอบกัด’ วิธีที่เรียวไม่ได้คิดไว้ว่ามันจะเกิดขึ้น
อึ่ก!
ความรู้สึกเจ็บปวดบริเวณใบหลังและช่วงท้อง ทำให้ท่านชายหยุดชะงักการกระทำทุกอย่างโดยฉับพลัน ดวงตาเบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจเมื่อรู้สึกถึงของมีคมที่แทงเข้ามาในลำตัว...ลึก....จน...ทะลุ...ออกมาถึงด้านหน้าช่วงท้อง เท่านั้นคงยังไม่สาแก่ใจ เมื่อผู้ปองร้ายใช้ดาบเล่มเดิมชักออกมาจากลำตัวอย่างแรง เป็นการซ้ำรอยแผลอีกทีหนึ่ง
ตุบ!
แขนขาของท่านชายหมดเรี่ยวแรงลงทันใด เป็นเหตุให้ร่างทั้งร่างล้มลงไปนอนกับพื้นอย่างหมดสภาพ ความเจ็บปวดนี้ช่างทรมานนัก...ปวดทั้งกาย...เจ็บทั้งใจ ไม่น่าไว้ใจเลยว่า คนที่ล้มลงไปแล้วจะไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก ....ไม่น่าคิดดูถูกวิธีการต่อสู้ของโจรพวกนี้ ว่ามันมีฝีมือกระจอกแล้วจะทำอะไรไม่ได้
.......เพราะเมื่อสู้ต่อหน้าไม่ได้ ก็ใช้วิธีลอบกัดเอาอย่างไรล่ะ.......
บุรุษในร่างชุดดำหัวเราะสะใจเมื่อเห็นสภาพของเหยื่อ ผู้เป็นหัวหน้าเข้าไปตบบ่าลูกน้องคนหนึ่งผู้ซึ่งมีดาบเปื้อนเลือดเป็นทางยาวอยู่ในมือเป็นเชิงขอบใจ จากนั้นก็เดินเข้าไปใกล้ร่างของท่านชายที่นอนอยู่บนพื้น ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบซ้ำลงไปที่รอยแผลก่อนจะออกแรงขยี้บาดแผลนั้น เป็นเหตุให้ท่านชายมีสีหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด หากแต่ก็ไม่ปริปากร้องออกมาแม้สักนิด
“หึ ขอบใจท่านมาก ท่านชาย ที่อยู่เล่นสนุกกับข้าในวันนี้.....ถ้ามีวันหน้า เราคงจะได้สนุกกันอีก......แต่ถ้าท่านจะมี ‘วันหน้า’ น่ะนะ....หึหึหึ......ขอให้ท่านโชคดี ท่านชายเรียว แล้วท่านก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะป่านนี้ ครอบครัวของท่านคงจะไปรอท่านอยู่ก่อนแล้วล่ะ...”
พวกโจรพูดทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านั้นแล้วเดินจากไปด้วยเสียงหัวเราะที่กึกก้อง ดวงตาของเรียวลุกวาบเมื่อแปลความหมายจากประโยคนั้นออก ในใจท่านชายคิดไปถึงพ่อแม่ และน้องชายเพียงคนเดียวด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง ได้แต่หวังใจว่า ทั้งสามคนจะไม่เป็นอะไร....
ท่านพ่อ ท่านแม่....คาซึยะน้องพี่ เจ้าอย่าเป็นอะไรไปนะ
.
.
.
.
.
แม้ว่าการอยู่คนเดียวในช่วงบ่ายจะไม่ค่อยน่าเบื่อนัก เพราะร่างบางมีอะไรต่อมิอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมด หากแต่เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็น หลังจากที่ดวงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ท่านชายคาซึยะก็อดที่จะเบื่อเสียมิได้ ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มมีความมืดเข้าปกคลุม เรียวปากก็บ่นถึงพี่ชายกับบุพการีทั้งสองที่พร้อมใจกันทิ้งเขาให้อยู่เรือนเพียงผู้เดียวแบบนี้
“ฟ้ามืดแล้ว เหตุใดถึงยังไม่มีใครกลับมากันอีกนะ ท่านพ่อท่านแม่จะทำงานกันถึงไหน ท่านพี่ก็ไม่ยอมกลับมาเสียที เฮ้อ...”
มองฟ้าไปก็บ่นไป เหงาก็เหงา เบื่อก็เบื่อ ทำไมพวกท่านถึงทิ้งให้ข้าอยู่เรือนแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้เล่า ไม่ใช่ว่าอยู่ไม่ได้ แต่ข้าไม่อยากอยู่คนเดียวแบบนี้นี่นา
คาซึยะนั่งมองท้องฟ้าอยู่อย่างนั้น เนิ่นนานเท่าไรเขาก็ไม่ทราบได้...แต่เมื่อรู้ตัวอีกที ท้องฟ้าที่มองอยู่ก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นมืดสนิทเสียแล้ว ท่านชายเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ.....เวลานี้ก็มืดมากแล้ว ค่อนคืนเสียแล้วด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดพวกท่านทั้งสามถึงยังไม่กลับมา
......หรือว่า.......มีอะไรเกิดขึ้นกับท่านพ่อท่านแม่
แล้วท่านพี่เล่า? ท่านพี่ก็ยังไม่กลับเช่นกัน โดยปกติแล้วหากวันใดที่ท่านพี่ออกไปทำธุระข้างนอก ก็จะกลับมาในช่วงค่ำเท่านั้น ไม่ใช่ดึกถึงเพียงนี้ เกิดอะไรขึ้นกับพวกท่านทั้งสาม....ข้าใจคอไม่ดีเลย
เมื่อหวนนึกถึงในช่วงเช้าตอนที่ท่านพี่มาบอกลาข้าว่าจะไปแถวชานเมือง เสียงหัวเราะของท่านพี่ในตอนนั้นช่างฟังดูเบายิ่งนัก....เหมือนข้าจะไม่ได้ยินแล้วอีกต่อไป...
นี่มันหมายความว่ากระไร? ทำไมข้าถึงสังหรณ์ใจไม่ดีเช่นนี้
ท่านชายพยายามสงบจิตสงบใจ ควบคุมความคิดให้คิดถึงแต่สิ่งดี แต่ก็ทำได้อย่างยากยิ่ง ...ไม่นะคาซึยะ เจ้าต้องไม่คิดเรื่องร้ายแบบนั้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก อีกเดี๋ยวท่านพ่อท่านแม่ก็จะกลับมา แล้วท่านพี่ก็จะกลับมาเช่นกัน กลับมาดุข้า มาแกล้งข้า ไม่มีอะไรร้ายแรงเช่นนั้นหรอก.....ต้องไม่มี....
แต่ดูเหมือนคำภาวนาของท่านชายจะไม่สัมฤทธิ์ผล เมื่อบุรุษผู้หนึ่งที่คาซึยะจำได้ว่าเป็นผู้ส่งสารของวังหลวงได้มายังเรือนคาเมนาชินี้.....
“มะ...มีอะไรหรือขอรับ ตอนนี้ท่านพ่อท่านแม่ไม่อยู่ ท่านพี่เรียวก็ออกไปธุระข้างนอกตั้งแต่หัววัน”
“ข้ามีเรื่องมาแจ้งให้ทราบแก่ท่านชาย”
“เรื่อง?....เรื่องอะไรหรือขอรับ”
บุรุษผู้นั้นเงียบไปสักครู่ ยื่นของในมือให้กับคาซึยะ พร้อมกับพูดประโยคที่ทำให้ท่านชายหัวใจเกือบหยุดเต้น
.
.
“ท่านชายและท่านหญิงแห่งคาเมนาชิ ถูกโจรปล้นและทำร้ายในบริเวณไม่ไกลจากวังหลวงนัก ขณะเดินทางกลับเรือน เป็นเหตุให้เสียชีวิต ......ส่วนนี่ คือสิ่งที่ทางนายตรวจพื้นที่พบในแถบชานเมือง คิดว่ามันคงจะเป็นของท่านชายเรียว...”
ดวงตาของคาซึยะเบิกกว้างราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน และไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น เมื่อของที่อยู่ในมือของชายผู้ส่งสาร คือเครื่องรางที่ท่านชายเคยให้ไว้กับผู้เป็นพี่เมื่อนานมาแล้ว เมื่อนำมาพิศดู เห็นด้านในที่มีชื่อเขียนอยู่ชัดเจน คาซึยะก็เข่าอ่อน ทรุดลงกับพื้นในทันที
ท่านพ่อ...ท่านแม่ ถูกโจรฆ่าตายแล้ว....อย่างนั้นหรือ ?
แล้วเครื่องรางนี้ของท่านพี่ มันหมายความว่าอย่างไรกัน...?
“...ทางนายตรวจพบเครื่องรางนี้อยู่ใกล้กับ...กองเลือดกองใหญ่ คาดว่าคงจะมีการต่อสู้กันเกิดขึ้น”
“ไม่...ไม่จริง! ท่านหมายความว่าอย่างไร...ท่านพี่เรียว.....ก็ตายแล้วอย่างนั้นหรือ? ครอบครัวของข้า...ตายหมดแล้วงั้นหรือ...? ไม่จริง! ข้าไม่เชื่อ....ไม่เชื่อเด็ดขาด!!”
คาซึยะตะโกนก้อง เอามือปิดหูไม่ยอมรับฟังอะไรอีก แม้ว่าบุรุษผู้มาส่งสารจะบอกว่า เป็นเพียงการสันนิษฐานเท่านั้น แล้วก็ยังไม่มีการพบศพ แต่คาซึยะก็ไม่ยอมฟังอีกต่อไป.....ชายผู้นั้นจึงขอตัวกลับไป ทั้งๆ ที่ในใจก็สงสารท่านชายคาเมนาชิเป็นอย่างมาก ที่ต้องสูญเสียครอบครัวทั้งหมดไปในเวลาเดียวกัน
เมื่อพ้นร่างของบุรุษส่งสารแล้ว น้ำตาหยาดใสก็ได้ไหลพรั่งพรูออกมา ....ความเจ็บปวด...ความเสียใจ....ได้ถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนร่างกายบอบบางก็รับไม่ไหว....
“ท่านพ่อ...ท่านแม่...ท่านพี่........ไม่จริงใช่ไหม....อึก.....พวกท่านแค่แกล้งข้าให้ตกใจเล่นเท่านั้น พวกท่าน...ไม่ได้ตายเสียหน่อย........ท่านพ่อ ท่านแม่....ท่านพี่.......พวกท่านจะทิ้งข้าไว้คนเดียวได้อย่างไรกัน แค่วันนี้วันเดียว ข้าก็เหงาจะแย่อยู่แล้ว......ฮึก......พวกท่าน...จะทิ้งข้าไว้คนเดียวตลอดชีวิตงั้นหรือ........ไม่! ข้าไม่เชื่อ!! ....ฮึก.....ข้า.....ไม่เชื่อเด็ดขาด.....”
คาซึยะตะโกนกรีดร้องด้วยความเสียใจ.......ใครหนอที่กลั่นแกล้งให้เขาต้องสูญเสียครอบครัวไปในเวลาเดียวกันเช่นนี้........เวรกรรมอะไรกันหนอที่ทำให้เขาต้องเหลือตัวคนเดียวแบบนี้........
ร่างกายบอบบางหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยจิตใจที่แตกสลาย ออกเดินไปนอกเขตเรือนคาเมนาชิด้วยสีหน้าเหม่อลอยอย่างคนไม่รับรู้อะไรอีก ดวงตาทั้งสองข้างยังคงเต็มไปด้วยน้ำตาใสที่เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันจะหยุดลงเมื่อใด ...คงจะหยุด ก็ต่อเมื่อไม่มีน้ำตาให้ไหลอีก...
ขาเรียวเดินมาจนถึงลานกว้างซึ่งตอนนี้ไร้ผู้คน ฟ้ามืดขนาดนี้ ใครต่อใครต่างก็กลับเรือนกันเสียหมด เว้นเสียแต่ตัวข้าเท่านั้นที่ไม่มีเรือนให้กลับ...ไม่สิ...ไม่มีใครอยู่ที่เรือนต่างหากเล่า แล้วเหตุใดข้าจึงต้องอยู่ในเรือนแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้ อยู่ไปก็รังแต่จะเจ็บปวด ความทรงจำเก่าๆ ในช่วงเวลาที่มีความสุขกับท่านพ่อท่านแม่ และท่านพี่มันอยู่ในนั้น...
.....ท่านพ่อ...ท่านแม่...ท่านพี่เรียว........ข้าคิดถึงพวกท่านเหลือเกิน....
ทำไมพวกท่านถึงไม่พาข้าไปด้วย ...ถ้าพวกท่านจะไปกัน แล้วทำไมเล่า.....ทำไมถึงไม่พาข้าไปกับพวกท่านด้วย...
กายบอบบางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างคนไม่มีแรง แม้ว่าชายยูคาตะจะเปื้อนดินเปื้อนทรายก็ไม่สน คาซึยะนั่งชันเข่า เอามือทั้งสองกอดตัวเองไว้แล้วสะอื้นร่ำไห้ ใบหน้าหวานซุกลงกับหัวเข่าของตน ปล่อยให้น้ำตาเท่านั้นที่ไหลออกมา.....
นานเท่าไรไม่รู้ ที่ร่างบางนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น รู้ตัวอีกที เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ย่ำใกล้เข้ามา...
ตึ่ก
.
ตึ่ก
.
ตึ่ก
.
.
“เป็นอะไรไป”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีความห่วงใยเจือมา ทำให้คนฟังต้องเงยศีรษะขึ้นมองด้วยความแปลกใจ ....ดึกดื่นค่ำมืดขนาดนี้แล้ว ใครกันที่ยังอยู่นอกเรือนเช่นข้า?
หรือว่าจะเป็นพวกโจร...?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น คาซึยะก็หลุบตามองลงต่ำ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เห็นหน้าค่าตาบุคคลตรงหน้าแม้สักนิด
“ท่านเป็นใครกัน ถ้าท่านเป็นโจร ข้าคงไม่มีอะไรจะให้ ...นอกเสียจากชีวิตของข้า”
บุรุษผู้นั้นเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อได้ฟังคำกล่าวของร่างที่นั่งอยู่ ....เออหนอ ข้ามาดีก็หาว่าข้าเป็นโจรซะนี่
“ข้าไม่ใช่โจร คงต้องเสียใจด้วย”
“ทำไมข้าจะต้องเสียใจด้วยที่ท่านไม่ใช่โจร”
คาซึยะเถียงกลับทันควัน ใบหน้าเชิดขึ้นมองผู้มาใหม่อย่างขัดใจ ...ใครกันที่มากวนอารมณ์ข้าในเวลานี้
หากแต่แสงจากโคมที่มันย้อนแสงทำให้คาซึยะเห็นหน้าบุรุษผู้นี้ไม่ชัดนัก รู้แต่เพียงว่าเป็นบุรุษรูปร่างสูง และดูสง่า แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ไว้ใจ
ผู้มาใหม่ไหวไหล่เล็กน้อยเป็นเชิงไม่สนใจกับคำกล่าวห้วนของร่างบางที่นั่งอยู่ แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างท่านชายแห่งคาเมนาชิซึ่งกระเถิบตัวหนีอย่างรวดเร็ว
“เจ้าต้องการอะไร”
“ข้าเพียงเห็นท่านนั่งร้องไห้อยู่ คิดว่าอาจจะมีอะไรให้ช่วย”
“ข้าไม่ได้ระ...” คาซึยะตั้งใจจะปฏิเสธคำกล่าวของชายหนุ่ม หากแต่มันก็เป็นเรื่องจริงจึงตัดสินใจที่จะไม่พูดถึง “ช่างเถอะ..ข้าไม่มีอะไรให้ใครช่วยทั้งนั้น ขอบคุณในความหวังดี”
เมื่อเอ่ยจบก็ลุกขึ้นยืนทันที แต่ด้วยความที่เร่งรีบมากเกินไป ประกอบกับเรี่ยวแรงที่ไม่ค่อยจะมีเพราะช่วงเย็นเขายังไม่ได้ทานอะไรแม้สักนิด และจิตใจก็ยังบอบช้ำนัก ทำให้ร่างบางเซจนเกือบจะล้ม แต่ก็มีมือใหญ่ของใครอีกคนมาช่วยรับไว้เสียก่อน
“.............”
เมื่อตาประสานสายตา แสงไฟจากโคมสีเงินที่ส่องลงมา ทำให้คาซึยะได้เห็นใบหน้าของชายผู้นี้ชัดเจน ......ดวงตาคมที่ทอดมองมาอย่างอ่อนโยน......จมูกโด่งได้รูป......และ...ริมฝีปากแดงที่ลอยใกล้เข้ามา.......
“ขะ-ขอบคุณ...”
คาซึยะเอ่ยอย่างรวดเร็วด้วยอารามตกใจแล้วรีบดึงตัวเองออกจากอ้อมกอดของชายแปลกหน้าทันที หัวใจเต้นรัวขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ.....
“ไม่เป็นไร”
ชายผู้นั้นยังคงระดับเสียงไว้เช่นเดิม ดวงตาคมที่ทอดมองมาทำให้ท่านชายแห่งคาเมนาชิจำต้องหลบดวงตาคู่นั้นอย่างเสียมิได้....ไม่รู้เป็นเพราะเหตุอันใด
“ข้า...ขอตัว......ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยข้าไว้”
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ท่านชายเอ่ย ก่อนที่จะรีบเร่งเดินจากไป โดยมีเพียงสายลมแผ่วเบาเท่านั้นที่พัดผ่าน.....
.
.
บุรุษร่างสูงยืนมองร่างบอบบางไปจนสุดสายตา....ดอกไม้ดอกหนึ่งที่ร่วงหล่นลงจากต้นถูกกระแสลมพัดมาตรงหน้าชายหนุ่มผู้นั้น ซึ่งยื่นมือไปรับมาถือไว้
ชายหนุ่มจรดดอกไม้เข้ากับริมฝีปาก สายตาทอดมองไปด้านหน้า แล้วจากนั้นรอยยิ้มก็ผุดขึ้นเมื่อนึกถึงร่างบางเมื่อครู่....น้ำตาที่เห็นจากใบหน้าหวานนั้นทำให้เขารู้สึกติดใจอย่างไรก็ไม่ทราบได้......
ติดตา.....และติดใจ....มิอาจลืม..............
To be continued
ถ้าเมจะขยันลงฟิคขนาดนี้ แต่หนังสือเรียนล่ะไม่ขยันอ่านเอาเสียเลย
เรื่องนี้แต่งตั้งแต่ปีใหม่ปี 2551 ค่ะ ตอนนี้ปี 2554 555555 - -"
(ภาพประกอบก็ทำไว้ตั้งแต่ตอนนั้นเหมือนกัน สังเกตจากชื่อเมที่ยังเป็น miharu อยู่เลย)
ตอนแรกจะรีไรท์ใหม่ แต่ขี้เกียจ(= =) อีกอย่างก็คือ สำนวนมันก็โอเคแล้วล่ะนะ(มั้ง? คิดเอาเอง)
เอาจริงๆ 3ปีที่ผ่านมา รู้สึกตัวเองแต่งฟิคห่วยลงกว่าเดิมอีก(หัวเราะ) หยิบเรื่องนี้มาลงเพราะตั้งใจจะแต่งต่อนี่ล่ะ แม้จะแต่งไว้ส่วนนึงแล้ว แต่นั่นล่ะที่คิดหนัก เพราะไม่รู้แต่งต่อแล้วสำนวนจะเหมือนเดิมไหมน่ะสิ- -" แต่ที่จะเอามาแต่งต่อเพราะรักเรื่องนี้มาก ย้ำว่ามากจริงๆ จำได้ว่าตอนแต่งนี่นั่งยิ้มไปหัวเราะไป (เอ่อ แม้เรื่องมันจะดราม่าไปสักหน่อยก็เถอะ)
ไปอ่านหนังสือสอบต่อละค่ะ (เพิ่งสำนึกรึไง= =) เดี๋ยวไว้มาต่อเรื่อยๆละกันน้า
ปอลิง. คู่พียะออกตอน3ค่ะ ฮี่ๆๆ
edit @ 24 Feb 2011 02:29:00 by MaYuya
สารบัญ Ficton





น่าสงสารท่านชายคาซึยะ ไม่เหลือใครแล้วตอนนี้
แต่กำลังจะมีคนม่ห่วงใยเพิ่มล่ะนะ
ชีวิตมันก้คงจะไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้
มีการบอกไว้ก่อนด้วยว่าคู่พียะจะมาตอนไหน
5555 ดีค่ะ เพราะเราชอบคู่นี้มากๆๆๆๆๆ
#1 By Mochi (124.122.147.239) on 2011-02-24 15:32