Overnight Part 2 [End]
posted on 26 Jan 2011 21:00 by melodii-fiction in YamaGoshi
Yamashita Tomohisa X Tegoshi Yuya
Part 2
สามวันมาแล้วที่ยูยะเอาแต่นั่งเหม่อลอยเหมือนคนไม่มีชีวิตจิตใจตามที่มัสสึดะว่าไว้เมื่อวันก่อน และก็เป็นสามวันที่ยูยะรู้สึกได้ว่าใครบางคนกำลังหลบหน้าเขา...อย่างจงใจ
คิดมาถึงตรงนี้ ร่างบางก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมรุ่นพี่ยามาชิตะถึงต้องหลบหน้าเขาด้วย ถ้าเป็นเพราะเรื่องคืนนั้นที่ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก
พูดกันตามตรง ถ้ามันมี ‘อะไร’ เกิดขึ้นจริง เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายเสียหาย ต้องเป็นฝ่ายโกรธ เป็นฝ่ายหลบหน้าน่ะ แต่นี่ทำไมเรื่องมันกลับตาลปัตรแบบนี้ หรือว่ามีเรื่องอะไรที่เขาทำลงไปตอนเมา แล้วไปทำให้รุ่นพี่โกรธเข้า?
ทุกคำถามที่ค้างคาใจมาตั้งแต่คืนนั้น ยูยะไม่มีคำตอบ เพราะ 1. เขาจำอะไรไม่ได้เลย และ 2. เขาก็จำอะไรไม่ได้เลย
“โอ๊ย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ!”
ยูยะโวยวายขึ้นมาอย่างหมดความอดทน และถ้ายูยะอดทนได้นานกว่านี้อีกนิด เขาก็คงจะจำได้ว่าเวลานี้มันคือเวลาของ...วิชาเรียน
“หือ...อะไรกันเทโกชิ เห็นวิชาสถิติเป็นเรื่องบ้าอย่างนั้นหรือ...งั้นไปทำแบบฝึกหัดกองนี้มาให้หมด ส่งภายในคาบหน้า หรือถ้าจะไม่ทำเธอก็ไปถอนวิชานี้ออกเลยแล้วกัน ก่อนที่เกรดวิชานี้มันจะฉุดเกรดเฉลี่ยทั้งหมดของเธอนะจ๊ะ”
อาจารย์ที่โหดที่สุดในสายตาของยูยะยืนยิ้มแยกเขี้ยวหลังจากที่ยกกระดาษปึกหนึ่งมาวางบนโต๊ะเรียนของเขาอย่างไม่มีความปรานีแม้สักนิด แม้ว่ายูยะจะทำตาปริบๆ แค่ไหนก็ตาม
“อาจารย์ฮะ...”
“เรียกทำไม...อยากได้โจทย์แบบฝึกหัดเพิ่มหรือจ๊ะ”
“เปล่าครับ ไม่มีอะไรแล้วครับ”
เทโกชิ ยูยะ ได้เรียนรู้ว่า การคิดถึงผู้ชายที่ชื่อยามาชิตะ โทโมฮิสะ นอกจากจะทำให้เขาเป็นไข้บ้าง หน้าร้อนบ้าง หัวใจเต้นผิดปกติบ้างแล้ว...ยังทำให้เขางานเข้าได้จนเกือบตายคาห้องเรียนอีกด้วย
มัสสึดะมองเพื่อนที่ท่าทางจะอาการหนักมากกว่าที่เขาคิดแล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ.....ตั้งแต่คืนงานเลี้ยงฉลองให้พวกรุ่นพี่คืนนั้นเป็นต้นมา เพื่อนเขาคนนี้มันก็มีท่าทางแปลกๆ ไป เหม่อบ้างล่ะ ถอนหายใจพร่ำเพรื่อบ้างล่ะ ตอนแรกเขาก็สงสัยว่ามันเป็นอะไรของมัน แต่พอผ่านไปสักพักเขาก็พอจะรู้ว่า ท่าทางแปลกๆ ของเทโกชิ ยูยะ เพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมของเขา ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับรุ่นพี่ยามาชิตะ โทโมฮิสะแน่ๆ เพราะพอเขาพูดชื่อๆ นี้ขึ้นมาทีไร ถ้าเพื่อนเขามันไม่หน้าแดง ก็จะสะดุ้งสุดตัวทุกครั้ง แม้จะทำกลบเกลื่อนแค่ไหนมัสสึดะก็ดูออกหรอกว่ามันต้องมี Something ระหว่างยูยะกับรุ่นพี่คนดังของมหาวิทยาลัยแน่ๆ
แต่ที่เขายังไม่รู้ก็คือ...เพื่อนเขามันไปมี Something กับรุ่นพี่ยามาชิตะตอนไหนกัน ?
......................
................หรือว่า..............?
มัสสึดะ ทาคาฮิสะทำตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อนึกมาถึงตรงนี้ แต่แววตาตกใจนั้นก็แปรเปลี่ยนมาเป็นแววตาไม่พอใจในทันทีเมื่อตระหนักได้ว่ารุ่นพี่คู่กรณีของเพื่อนเขาก็มีท่าทีแปลกๆ ไปเช่นเดียวกันหลังจากคืนนั้น เหมือนกับว่ากำลังหลบหน้าเพื่อนเขาอย่างนั้นแหละ นั่นก็แสดงว่ารุ่นพี่ยามาชิตะกำลังหนีความรับผิดชอบที่ตัวเองพึงจะมีอย่างนั้นสินะ
เมื่อคิด(เองเออเอง)จนได้ผลสรุปอย่างนี้แล้ว มัสสึดะก็ยิ้มกับตัวเองอย่างมาดมั่นเมื่อนึกถึงแผนที่เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นในใจ........ยูยะเพื่อนรัก งานนี้ มัสสึดะสุดหล่อจะช่วยให้แกสมหวังเอง รอเดี๋ยวเดียวเถอะ!
.
.
.
.
.
.
.
เสียงเรียกเข้ามือถือที่ดังอย่างต่อเนื่องทำให้ร่างสูงที่นอนอยู่บนเตียงกว้างขยับตัวอย่างขัดใจ แม้จะพลิกตัวเอาหมอนมาปิดหูไว้เท่าไร เสียงมันก็ไม่เงียบไปเสียที ท้ายที่สุดแล้วยามะพีจึงต้องยื่นมือออกไปควานหาเครื่องมือสื่อสารที่วางอยู่หัวเตียงทั้งๆ ที่ยังไม่ลืมตาก่อนจะกดรับและกรอกเสียงลงไปอย่างงัวเงีย
“อือ...ใครวะ”
“ไอ้ปลาทองขี้เซาพีจัง ไม่ทราบว่าจะนอนไปถึงไหนวะครับเพื่อน ได้ข่าวว่าเมื่อวานก็โดดแล้ว วันนี้ก็จะโดดอีกเรอะ ถามจริงเหอะ เฮิร์ทอะไรอยู่วะ” เสียงกวนฝ่าเท้าแบบนี้มีอยู่คนเดียว ไม่สิ จะว่าไปเพื่อนเขาทุกคนก็มีฝีปากแบบนี้กันหมดนั่นแหละ เพียงแต่ไอ้เพื่อนคนนี้ดูจะจัดหนักกว่าคนอื่นเป็นพิเศษมากหน่อยก็เท่านั้น
“ตื่นแล้ว แค่กูไม่อยากลุก...ปวดหัว”
“ถุย! ป่วยการเมืองน่ะสิมึงอะ อึดถึกอย่างมึงปวดหัวเป็นด้วยหรือไง”
“ไอ้เรียว...กูขอร้อง มึงอย่าเพิ่งด่ากูตอนนี้ กูไม่มีแรงเถียง” เสียงแหบแห้งที่ได้ยินทำให้นิชิกิโด เรียวเริ่มเชื่อว่ามันพูดจริง แต่อย่างเรียวน่ะหรือจะพูดปลอบเพื่อนด้วยความเห็นใจ...อย่าหวังเลยว่าจะได้ยิน ให้พูดตอกย้ำซ้ำเติมยังจะเข้าท่ากว่าอีก
“เหอะ ดีสิ กูจะได้ด่ามึงให้สะใจ...ว่าแต่มึงครับ ยังไม่ได้ตอบกูเลยนะว่าช่วงนี้เป็นไร เฮิร์ทเรื่องไรวะ” เรียวอาศัยจังหวะช่วงที่ปลายสายเงียบไปพูดวกกลับมาเรื่องเดิมอีกครั้ง ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็ไม่ต่างจากที่เขาได้ยินมันพูดย้ำๆ มาตลอดสองสามวันมานี้เลยสักนิด
“ไม่มี...กูไม่ได้เฮิร์ท ถ้ามึงจะโทรมาถามแค่เรื่องนี้ล่ะก็นะ....”
“ห่า-นครับ กูไม่ได้โทรมาแค่นี้ แต่กูจะบอกมึงว่าบ่ายนี้มีเรียนถ้ามึงยังไม่ลืม แล้วก็.....น้องบัดดี้กูเค้า....ช่างเหอะ มึงคงไม่อยากรู้ แค่นี้ละกัน”
“เดี๋ยว” นั่นไง ผิดกับที่เรียวคิดไว้ซะเมื่อไหร่กันล่ะ “น้องบัดดี้มึง...เป็นอะไร”
นิชิกิโด เรียวเดาะลิ้นเล่นอย่างสุขใจเมื่อมาถูกทาง แต่คนปลายสายดูจะไม่ได้สุขใจไปกับเขาด้วยเมื่อมันเริ่มคำรามใส่เขาด้วยน้ำเสียงอันแหบแห้งที่เขาฟังยังไงๆ ก็รู้สึกว่ามันอุบาทว์ แต่ถ้าสาวๆ ที่มหาวิทยาลัยมาได้ยินล่ะก็ สิ่งที่เขาจะได้ยินจากพวกเธอนั้นก็คงหนีไม่พ้น ‘เสียงรุ่นพี่ยามาชิตะแหบเสน่ห์ได้ใจจริงๆ’ ชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ เรียวยอมเอาหัวยามะพีเป็นประกันเลย
“เปล่านี่ ก็ไม่ได้เป็นอะไร”
“ไอ้เรียว” มาแล้ว โทนเสียงกดต่ำเค้นความจริงของไอ้ปลาทองแก้มป่อง...แต่ถ้ายอมบอกง่ายๆ ก็ไม่ใช่นิชิกิโด เรียวน่ะสิ
“เรียกชื่อกูทำไม กลัวลืมชื่อกูเหรอ”
“....เรียว มึงบอกกูมาดีๆ เหอะ” เสียงแหบของคนป่วยระยะแรกเริ่มอ่อนลง แต่ก็ยังคงมีน้ำเสียงคาดคั้นความจริงหลงเหลืออยู่ และสิ่งที่ได้ยินทั้งหมดนั่นก็ทำให้เรียวยิ้ม
“มึงจำโอกุริ ชุน เดือนคณะ’ถาปัตย์ได้มั้ยล่ะ”
“..........”
“ตอนนี้น้องบัดดี้กูยังไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น แต่เอ...กูก็ไม่แน่ใจนะว่า ถ้าไอ้โอกุรินั่นมันยังมาป้วนเปี้ยนอยู่กับน้องบัดดี้กูที่ตึก’ถาปัตย์แบบนี้...........”
เรียวพูดค้างไว้แค่นั้น เพราะเสียงสัญญาณการตัดสายที่ได้ยินก็ทำให้เรียวรู้ว่า อีกไม่เกินยี่สิบนาที ไอ้ปลาทองยามะพีขวัญใจสาวๆ ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยจะแบกหัวฟูๆ หน้าตายุ่งๆ เดินเข้ามาในคณะแน่
แต่จะเห็นมันที่ตึกคณะนิเทศศาสตร์ที่เขาเรียนอยู่ หรือจะได้เห็นมันที่ตึกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่น้องบัดดี้ของเขาอยู่นั้น.......เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันล่ะ
^^
“แล้วไปทำอะไรเข้าล่ะเรา ถึงได้แบบฝึกหัดสถิติมาเป็นตั้งแบบนี้”
เสียงทุ้มของรุ่นพี่สุดหล่อคณะสถาปัตย์ปลุกให้ยูยะตื่นขึ้นมาจากภวังค์.....ภวังค์? ที่เขาตกอยู่ในภวังค์เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วนะในหลายวันมานี้
“ว่าไงยูยะ เหม่อถึงใครอยู่หรือ” โอกุริ ชุนถามซ้ำเมื่อเห็นรุ่นน้องตัวเล็กที่รู้จักกันมาหลายปีถอนหายใจเฮือกๆ อยู่นาน แล้วก็ส่ายหน้าไปมาคล้ายว่ากำลังคิดอะไรที่สับสนวุ่นวายใจอยู่อย่างนั้น
“เปล่าฮะ...พี่ชุนว่าไงนะฮะ ผมไม่ทันได้ฟัง”
“พี่ถามว่า เราไปทำอะไรมาถึงได้แบบฝึกหัดมาเป็นตั้งแบบนี้”
“เอ่อ...” ยูยะอ้ำอึ้งเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ผม...พอดีเผลอไปพูดจาไม่เข้าหูอาจารย์เข้าน่ะฮะ ไม่มีอะไรหรอก”
ชุนมองหน้ารุ่นน้องเหมือนจะหาความจริงจากคำตอบที่ว่า ‘ไม่มีอะไร’ แต่ก็เป็นเจ้ารุ่นน้องตัวดีนี่แหละที่เปลี่ยนเรื่องพูดเสียก่อน เขาจึงเลิกสงสัยเรื่องที่มาของแบบฝึกหัดกองนี้แล้วตั้งหน้าตั้งตาสอนและช่วยทำโจทย์วิชาสถิติตามที่รุ่นน้องจอมยุ่งขอร้องให้ช่วยแทน
ในระหว่างที่ร่างบางที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขากำลังตั้งใจทำโจทย์แบบฝึกหัดที่เขาเพิ่งสอนไปเมื่อครู่อยู่นั้น โอกุริ ชุน ก็คิดย้อนไปถึงเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนที่เจ้าญาติผู้น้องจอมยุ่งอย่างมัสสึดะ ทาคาฮิสะวิ่งมาหาเขาที่ตึกเรียนพร้อมกับบอกว่าให้ช่วยยูยะทำโจทย์วิชาสถิติหน่อย ตัวเขาน่ะไม่ได้ขัดข้องอะไรอยู่แล้ว เพราะเทโกชิ ยูยะที่เป็นเพื่อนสนิทของมัสสึดะนั้น เขาก็รู้จักมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แต่ที่เขาแปลกใจก็คือ ประโยคแปลกๆ ที่มัสสึดะพูดไว้ก่อนที่จะวิ่งกลับไปตึกเรียนตัวเองน่ะสิ
‘พี่ชุน พี่ช่วยผมอีกอย่างนะ ตอนที่นั่งสอนไอ้ยูยะ พี่ช่วยมองไปรอบๆ ตัวด้วย ถ้าเห็นใครทำท่าจะกระโจนมาทางยูยะ พี่รีบเอียงหน้าเข้าไปใกล้ๆ ยูยะมันเลยนะ เอาแบบให้ดูสนิทกันสุดๆ ไปเลย’
‘เดี๋ยวๆ ใครที่นายว่านี่มันหมายถึงใครกันมัสสึ’
‘ถึงเวลาพี่ก็รู้เองล่ะน่า...มีอยู่คนเดียวนั่นล่ะ ถ้าที่ผมคาดไว้มันถูกล่ะก็นะ’
‘แล้วทำไมฉันต้องทำอย่างนั้นด้วย นายกำลังวางแผนอะไรฮึ บอกมาเดี๋ยวนี้’
‘ผมบอกได้แค่ว่า...ถึงเวลาพี่ก็จะรู้เอง’
“รู้เองอะไรกันฟะ ไอ้น้องบ้า”
“พี่ชุนว่าอะไรนะครับ?” ยูยะถามขึ้นเมื่อได้ยินเสียงพึมพำมาจากรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ตรงหน้า ชุนเพียงแต่ยิ้มแล้วบอกว่าไม่มีอะไร แค่พึมพำไปตามเรื่องเท่านั้น
“แล้วทำเสร็จรึยังล่ะเรา ที่พี่สอนไปน่ะ ทำได้ไหม”
“ใกล้แล้วฮะ เหลืออีกนิด” ยูยะพูดทั้งที่ยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา ทำให้ชุนมองเห็นใครบางคนที่กำลังเดินมาทางด้านหลังของรุ่นน้องเขา และวินาทีนั้นเองที่เขาได้รู้ว่า สิ่งที่มัสสึดะพูดมันหมายความว่ายังไง
.
.
.
“ยูยะ...มีอะไรไม่รู้ติดหน้าเราแน่ะ เดี๋ยวพี่เอาออกให้นะ”
ยามาชิตะ โทโมฮิสะไม่เคยรู้สึกเกลียดสังขารตัวเองเท่าวันนี้มาก่อน
ทั้งๆ ที่ปกติแล้ว เมื่อถึงคราวที่ถูกโรคหวัดเข้าเล่นงาน หรือเป็นไข้นอนซมยังไง เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันลำบากและทรมานมากเท่าวันนี้ ณ ตอนนี้เลย
ในช่วงเวลาที่เขาต้องการความรวดเร็วและคล่องตัวในการวิ่ง ร่างกายเขากลับไม่ยอมทำตามอย่างที่ใจคิด ขาทั้งสองข้างที่หมั่นวิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ ในตอนนี้กลับหนักราวกับท่อนซุงที่ฉุดให้เขาเคลื่อนตัวไปข้างหน้าไม่ได้ ศีรษะก็ทั้งปวดทั้งหนักไปหมดเหมือนมีใครมาวางของที่หนักราวๆ ยี่สิบกิโลกรัมไว้บนหัว ดวงตาโตที่ครั้งหนึ่งเคยใสแจ่มชัด ในตอนนี้กลับพร่าเลือนเสียจนเกือบจะมองไม่เห็นทางเดินข้างหน้า...พูดได้ว่าตอนนี้เขาถูกพิษไข้เล่นงานเข้าอย่างจัง และก็หนักมากเสียด้วยสิ
แต่ถึงกระนั้น ยามะพีก็ต้องฝืนตัวออกแรงวิ่งต่อไป หลังจากที่เขาขับรถเข้ามาจอดในบริเวณมหาวิทยาลัยอย่างทุลักทุเลเต็มทน ชายหนุ่มสอดส่ายสายตามองหาทิศที่ตั้งของตึกคณะสถาปัตย์ก่อนที่จะวิ่งตรงไปอย่างไม่สนใจใครหน้าไหนที่ส่งเสียงทักเขาตลอดทางที่เขาวิ่งผ่านมาแม้สักคน
หรืออาจจะพูดว่า ไม่มีใครอยู่ในสายตาของยามะพีเลยก็ว่าได้ ในหัวของเขามีเพียงภาพของใครคนหนึ่งปรากฏขึ้นเด่นชัด
ใครคนหนึ่งคนนั้น ที่มีรอยยิ้มน่ารักส่งมาให้เขาตลอดระยะเวลาที่รู้จักกัน
ใครคนนั้นที่เป็นสาเหตุให้เขาต้องมาวิ่งมาราธอนอยู่ในขณะนี้
เทโกชิ ยูยะ .........
ร่างสูงค่อยๆ ผ่อนฝีเท้าลงเมื่อเริ่มเห็นเงาตึกคณะสถาปัตย์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้านี้ จากวิ่งก็กลายเป็นเดินเร็วๆ พลางมองหาเจ้าของรอยยิ้มที่ไม่รู้ว่าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในใจของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ และยามะพีก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นร่างบางคุ้นตานั่งหันหลังอยู่ตรงโต๊ะม้าหินที่หน้าตึกสูง แม้จากจุดที่เขากำลังเดินอยู่นี้จะค่อนข้างไกลพอสมควร แต่เขาก็จำได้....ผมสีน้ำตาลอ่อนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสีดำสนิทกำลังพลิ้วไหวไปตามสายลม เขายังจำได้ดีเมื่อครั้งที่เจ้าของกลุ่มผมนุ่มนี้เพิ่งไปเปลี่ยนสีผมมาใหม่เมื่อปีกลาย...เพราะเขาเป็นคนแรกที่ได้เห็น ‘ลุคใหม่’ ของเด็กหน้าใสคนนี้นี่นะ
.
.
‘อ๊ะ ขอโทษฮะ...อ้าว รุ่นพี่ยามาชิตะ’ ยูยะส่งเสียงทักเขาด้วยสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นว่าคนที่ตัวเองเดินชนเมื่อครู่ ที่แท้ก็เป็นรุ่นพี่ใกล้ตัวนี่เอง
‘รุ่นพี่มาทำอะไรแถวนี้เหรอฮะ’ เสียงใสๆ นั้นถามซ้ำเมื่อเห็นว่าเขายังคงเงียบ และดูเหมือนเจ้าตัวก็รู้ตัวแล้วว่าเพราะอะไรยามะพีถึงยังเงียบ ด้วยสายตาที่ทอดมองมาที่ใบหน้า และ...ทรงผมทรงใหม่ของยูยะ
‘...น่ารักดี ดูเหมาะกับนายดีนะ’ ยามะพีพูดพร้อมยิ้มนิดๆ แม้จะเป็นแค่คำชมตามมารยาท แต่ยูยะก็รับคำพูดประโยคนั้นของรุ่นพี่เข้าเต็มหัวใจ...โดยที่ไม่รู้ตัว
.
.
ใบหน้าของหนุ่มหล่อประจำคณะนิเทศศาสตร์ยังคงมีรอยยิ้มแต่งแต้มเมื่อเดินเข้าไปใกล้ร่างเล็กที่นั่งก้มหน้าก้มตาทำอะไรบางอย่างอยู่ที่โต๊ะม้าหินตัวนั้น แต่รอยยิ้มของยามะพีเป็นอันต้องชะงักลงเมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเทโกชิ ยูยะ
‘มึงจำโอกุริ ชุน เดือนคณะ’ถาปัตย์ได้มั้ยล่ะ’
‘ตอนนี้น้องบัดดี้กูยังไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น แต่เอ...กูก็ไม่แน่ใจนะว่า ถ้าไอ้โอกุรินั่นมันยังมาป้วนเปี้ยนอยู่กับน้องบัดดี้กูที่ตึก’ถาปัตย์แบบนี้...........’
เสียงของเรียวที่คุยทางโทรศัพท์เมื่อเช้านี้ดังขึ้นในโสตประสาทดั่งกับจะตามหลอกหลอนให้เขาได้เจ็บ ซึ่งยามะพีคงจะไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่านี้เลยถ้าเดือนคณะสถาปัตย์ที่เรียวว่านั่นมันแค่นั่งอยู่กับยูยะเฉยๆ .......
ไม่ใช่กำลังก้มหน้าลงไป.....จูบ.....กับเด็กคนนั้นอย่างที่เขากำลังเห็นอยู่ในขณะนี้
“ยูยะ!”
ยามะพีแทบไม่รู้สึกตัวเลยว่าขาที่หนักราวกับท่อนซุงนั้นมันไม่มีความรู้สึกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเมื่อภาพบาดตาบาดใจปรากฏอยู่ตรงหน้า ขาทั้งสองข้างมันก็ทำงานของมันได้เป็นอย่างดีโดยการเดินกึ่งวิ่งเข้าไปจนถึงตัวเด็กรุ่นน้องคนนั้น ก่อนที่เขาจะกระชากต้นแขนของเทโกชิ ยูยะให้ลุกขึ้นยืนและเดินตามเขามา
“เอ๋?...รุ่นพี่ยามาชิตะ จะทำอะไรน่ะ!? ปล่อยผมนะ”
ยูยะร้องอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ ร่างทั้งร่างก็ถูกกระชากให้ลุกขึ้นยืน ซึ่งพอหันไปเห็นใบหน้าของเจ้าของมือที่จับแขนเขาไว้ในตอนนี้ ยูยะก็ยิ่งไม่เข้าใจและแปลกใจมากขึ้นไปอีก
......รุ่นพี่ยามาชิตะมาดึงแขนเขาทำไม มาตั้งแต่เมื่อไหร่ และมาทำอะไรที่นี่......
ทุกคำถามที่ดังก้องขึ้นในใจของยูยะ ไม่ได้รับคำตอบใดๆ เมื่อคนที่โผล่เข้ามาอย่างกะทันหันยังคงออกแรงดึงแขนเขาให้เดินไปด้วยกันโดยที่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
“ผมเจ็บนะ....พี่ชุน....”
เมื่อพูดกับยามะพีไม่รู้เรื่อง ยูยะจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากรุ่นพี่อีกคนที่ตอนนี้ลุกขึ้นยืนและกำลังก้าวตามเขาที่ถูกลากไป....น่าแปลกที่แวบหนึ่งยูยะมองเห็นรอยยิ้มมุมปากของโอกุริ ชุนคล้ายมีเรื่องถูกใจบางอย่าง แต่มันก็แค่แวบเดียวเท่านั้น ซึ่งยูยะคิดว่าตัวเองน่าจะตาฝาดไป
“ปล่อยเถอะยามาชิตะ” ชุนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “แขนยูยะแดงหมดแล้ว”
ได้ผล...คนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาลากเด็กรุ่นน้องหยุดชะงักการกระทำทุกอย่างลงพร้อมกับคลายมือที่จับต้นแขนบางไว้ให้หลวมขึ้น...แต่ยังไม่ปล่อยออกซะทีเดียว
“นายไม่เกี่ยวโอกุริ ถอยไป”
“ทำไมฉันจะไม่เกี่ยว ถ้านายกำลังโมโหยูยะเพราะสิ่งที่นายเห็นเมื่อกี้ล่ะก็....ฉันก็เกี่ยวเต็มๆ เลยล่ะ”
คำพูดที่ได้ยินทำให้ยามะพีรู้สึกหน้ามืดตาลายขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ชายหนุ่มมีสติมากขึ้นกว่าเดิม จึงปล่อยมือจากต้นแขนบางของยูยะ เปลี่ยนมาจับมือเล็กนี้แทน
“นี่มันเรื่องอะไรกันฮะ!? อ๊ะ...รุ่นพี่ยามาชิตะจะพาผมไปไหน.....”
เทโกชิ ยูยะร้องขึ้นอีกครั้งเมื่อถูกร่างสูงของรุ่นพี่ออกแรงลากให้เดินตามต่อ แม้ว่าครั้งนี้เขาจะไม่เจ็บแล้วเพราะมือร้อนนั้นเปลี่ยนมาจับมือเขาแทนการจับแขนอย่างในคราวแรก แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ยูยะก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันคืออะไรกัน
“ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าเรื่องทั้งหมดนี่มันคืออะไรกันแน่...”
ยามะพีพูดพึมพำอย่างกับคนไม่มีสติ ขาทั้งสองข้างเริ่มอ่อนแรงจากการใช้งานมากเกินไป ดวงตากลมโตพร่าเลือนมากขึ้นจนเขาต้องกะพริบตาเร็วๆ.....แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ได้เห็นกลับกลายเป็นเส้นสีดำที่ซ้อนทับกันจนเขามองไม่เห็นอะไรอีก
“รุ่นพี่ยามาชิตะ!!!”
เสียงใสของเด็กรุ่นน้องที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความร้อนรนและตกใจ กลายเป็นเสียงสุดท้ายที่ดังเข้าหูยามะพี ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดของเขาจะดับวูบลง
.
.
.
.
.
.
.
.
.
แสงไฟสีขาวสว่างจ้าเป็นสิ่งแรกที่ยามะพีได้เห็น มันส่องตรงเข้ามาในตาจนเขาต้องหลับตาลงเพื่อให้สายตาได้ปรับสภาพ และเมื่อดวงตาโตลืมขึ้นอีกครั้ง เขาจึงได้เห็นว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ใด
.....หลอดไฟสีขาวบนเพดานห้อง.....โซฟาตัวเล็กที่อยู่ชิดผนัง....กลิ่นยาที่ลอยอบอวลอยู่ภายในห้อง…..สายน้ำเกลือที่กำลังเจาะอยู่ในข้อมือของเขา....และ....ความรู้สึกอบอุ่นที่กระจายไปทั่วฝ่ามือ
ร่างสูงที่นอนหมดสภาพอยู่บนเตียงไล่สายตาจากสายน้ำเกลือตรงข้อมือข้างขวามาถึงมืออีกข้างที่เขารู้สึกว่ามีความอบอุ่นบางอย่างอยู่ตรงนั้น และยามะพีก็ได้รู้คำตอบเมื่อเห็นร่างเล็กคุ้นตาคุ้นใจนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ถูกลากมาให้ชิดกับเตียงที่เขานอน มือบางนั้นจับมือเขาไว้แน่น และศีรษะเล็กก็กำลังนอนพับลงอยู่ตรงขอบเตียงทางด้านซ้ายของเขา ผมสีอ่อนที่ปรกหน้าเด็กรุ่นน้องอยู่ทำให้ผู้เป็นรุ่นพี่เอื้อมมือข้างที่มีสายน้ำเกลือพันระโยงระยางไปทางนั้นและค่อยๆ เกลี่ยปอยผมกลุ่มนั้นออกอย่างเบามือ
แต่ดูเหมือนคนเป็นรุ่นน้องจะรู้ตัวหรืออาจจะนอนหลับไม่สนิท เพราะเมื่อยามะพีเกลี่ยปอยผมออกให้ ดวงตากลมโตก็ค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ และเปลี่ยนเป็นเบิกตาด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าคนที่นั่งเฝ้าอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมงลืมตาฟื้นขึ้นมาแล้ว
“รุ่นพี่! ฟื้นแล้วหรือฮะ รู้สึกเป็นยังไงบ้าง”
“นี่ฉันเป็นอะไรไปหรือ...” น้ำเสียงแหบแห้งที่ได้ยินทำให้ยูยะกระวีกระวาดจะลุกขึ้นไปรินน้ำมาให้คนป่วยดื่ม ถ้าไม่ติดตรงที่มือของเขาที่ยังจับกับมือของอีกคนแน่น...แม้ตอนนี้เขาจะเป็นฝ่ายถูกจับแทนก็เถอะนะ
“เอ่อ...รุ่นพี่...ปล่อยก่อนฮะ ผมจะไปรินน้ำมาให้”
“ก็นายจับมือฉันก่อนเองไม่ไช่หรือยูยะ”
“เอ่อ....” นั่นมันก็ใช่อยู่หรอก ยูยะไม่เถียง เขาเป็นฝ่ายจับมือรุ่นพี่ยามาชิตะก่อนเองจริงๆ นั่นล่ะ แต่ตอนนี้เขาปล่อยแล้วนี่นา รุ่นพี่นั่นแหละที่ไม่ยอมปล่อยมือเขาเสียที
ยามะพีมองกริยาอึกอักเก้อเขินของรุ่นน้องแล้วยิ้ม ก่อนจะจำใจปล่อยมือเล็กออกอย่างเสียดาย ทำให้ยูยะรีบลุกขึ้นจัดแจงรินน้ำเปล่าใส่แก้ว และช่วยพยุงให้คนป่วยดื่มน้ำเติมความชุ่มชื่นให้ลำคอที่แห้งผากมาหลายชั่วโมง
“หมอบอกว่ารุ่นพี่เป็นไข้หวัดใหญ่ แถมยังเสียเหงื่อมากจากการออกแรงมากเกินไป คงต้องนอนพักที่โรงพยาบาลสักสามสี่วันให้ไข้ลดก่อน ถ้าอาการดีขึ้นถึงจะกลับบ้านได้” คนเป็นรุ่นน้องพูดขึ้นขณะวางแก้วเปล่าที่รุ่นพี่ดื่มน้ำไปจนหมดลงที่โต๊ะข้างเตียงเหมือนเดิม
“ไข้หวัดใหญ่...งั้นหรือ” คนป่วยพึมพำ “ขอบใจนะที่อยู่เฝ้า นี่ก็เย็นมากแล้ว นายกลับบ้านเถอะ” ยามะพีพูดเสริมเมื่อเห็นเวลาที่นาฬิกาตรงผนังห้องชี้ให้เห็นว่าตอนนี้จวนเจียนจะสองทุ่มเต็มที ถ้าดึกไปกว่านี้ รุ่นน้องเขาคงจะกลับบ้านลำบาก และเขาเองก็เป็นห่วงด้วย
แต่ยูยะตีความหมายประโยคแสดงความห่วงใยของยามะพีผิดไป กลับฟังว่ามันเป็นประโยคไล่ให้ไปไกลๆ เสียมากกว่า ซึ่งครั้งนี้เขาจะไม่ยอมจากไปง่ายๆ อีกแล้ว ถ้ายังคุยเรื่องราวทั้งหมดที่ค้างคาใจเป็นเวลานานหลายวันรวมถึงเรื่องราวในวันนี้ไม่จบ ให้ตายยูยะก็ไม่มีทางกลับบ้านอย่างที่รุ่นพี่ออกปากไล่เป็นแน่
“ไม่ฮะ! ผมไม่กลับ ถ้ายังเคลียร์กับรุ่นพี่ไม่จบ ยังไงผมก็ไม่กลับแน่”
“หืม...นายว่าอะไรนะ” คนป่วยถามซ้ำเมื่อได้ยินผู้เป็นรุ่นน้องพูดในประโยคที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยิน...เขารู้ว่ายูยะเป็นคนดื้อ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าการที่เขาบอกให้กลับบ้านเพราะเป็นห่วงว่าจะกลับบ้านดึกเกินไปนั้น ยูยะจะดื้อไปทำไม
“รุ่นพี่ฟังไม่ผิดหรอก ผมบอกว่าผมจะไม่กลับบ้าน ตกลงเรื่องวันนี้มันเป็นยังไงกันแน่ รุ่นพี่ป่วยขนาดนี้แล้วไม่รู้ตัวเองหรือไง ทำไมถึงยังมาที่มหา’ลัยอีก แล้วรุ่นพี่จะลากผมไปไหน รู้ไหมว่าผมตกใจแค่ไหนที่รุ่นพี่ล้มลงไปแบบนั้น”
เทโกชิ ยูยะได้ยินเสียงของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่พูดโพล่งออกไป ถามทุกคำถามที่เขาเก็บไว้ในใจมาตลอดเวลาที่ยามะพีนอนหลับอยู่ออกไปในครั้งเดียว และนั่นก็เป็นเหตุให้ร่างเล็กหอบอ่อนๆ หลังจากการพูดด้วยอารมณ์โมโหคนตรงหน้า
และสิ่งที่ได้ยินนั้นก็ทำให้ยามะพีอึ้งไป เขาไม่คิดว่าเด็กรุ่นน้องจะพูดเคลียร์เรื่องทั้งหมดในเวลานี้จึงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอะไรออกไปดี ได้แต่นิ่งเงียบไป
“ว่าไงล่ะครับรุ่นพี่ ตอบผมมาสิว่ารุ่นพี่ตั้งใจจะทำอะไร ไหนจะเรื่องคืนนั้นอีก ผมรู้นะว่ารุ่นพี่หลบหน้าผมมาตลอดสามสี่วันนี้ รุ่นพี่เป็นอะไรกันแน่ แล้วคืนนั้นมันมีอะไร..........”
ยามะชิตะ โทโมฮิสะไม่อยากจะฟังคำถามอะไรอีก เพราะเขารู้ดีว่าทุกคำถามที่ยูยะถามมา สำหรับเขาแล้ว...คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
“......—คืนนั้นมันมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ แล้วผมไปทำอะไรให้รุ่นพี่.......อ๊ะ.......”
ยามะพีกระตุกแขนยูยะที่กำลังยืนพูดอยู่ข้างเตียงให้คนพูดลงมาแนบชิดกับตัวเขาที่นอนอยู่ กลายเป็นตอนนี้ร่างของยูยะกำลังคร่อมร่างของยามะพีกลายๆ และจากนั้น ทุกประโยคที่ร่างเล็กกำลังจะพูดถูกก็ดูดกลืนไปพร้อมกับริมฝีปากร้อนที่ฉกลงมาโดยที่ยูยะไม่ทันได้ตั้งตัว
“.....อื้อออ!......”
คนถูกรังแกด้วยริมฝีปากพยายามครางประท้วงเพื่อให้เจ้าของปากร้อนนั้นปล่อยเขาให้เป็นอิสระเสียที แต่เมื่อคนจูบผ่อนแรงลงจากที่ร้อนแรงกลายเป็นอ่อนหวานและอ่อนโยนเสียจนยูยะแทบจะสำลักความสุขเสียตรงนั้น เสียงครางประท้วงในตอนแรกจึงแปรเปลี่ยนเป็นเสียงครางเบาๆ ด้วยความพอใจ ดวงตาที่เคยเบิกกว้าง บัดนี้ได้ปิดสนิทลง เคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบที่อีกคนหยิบยื่นให้ผ่านริมฝีปากร้อนจากพิษไข้ และนั่นก็ทำให้ยูยะรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว.....และอบอุ่นไปทั้งหัวใจ
เทโกชิ ยูยะหรี่ตาขึ้นมองใครอีกคนที่กำลังแยกจากริมฝีปากเขาไปช้าๆ.....ดวงตากลมโตกะพริบสองสามครั้งเพื่อเรียกเอาสติกลับคืนมา และเมื่อรู้ตัวว่าเมื่อครู่ตัวเองถูกรุ่นพี่ทำ ‘อะไร’ ร่างเล็กก็ลุกขึ้นยืนพรวดเดียวด้วยความตกใจขีดสุด
“ระ..ระ.....รุ่นพี่.....รุ่นพี่ทำอะไรน่ะฮะ!?”
ยูยะรู้สึกตัวว่าน้ำเสียงตัวเองสั่นขณะถามคำถามนี้ออกไป ไม่สิ...ไม่ใช่แค่น้ำเสียงหรอก....ตัวทั้งตัวของเขาก็สั่นไปทั้งหมด แขนขาเหมือนไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ จนเขาไม่คิดว่าจะมีแรงยืนอยู่ได้เสียด้วยซ้ำ
และที่มันสั่น ยูยะรู้ดีว่ามันไม่ได้สั่นเพราะถูกคนเป็นรุ่นพี่สัมผัสเมื่อครู่นี้อย่างเดียวหรอก แต่มันสั่นเพราะตัวเขาเองต่างหาก......เพราะเขาเผลอตอบรับสัมผัสของรุ่นพี่ไปต่างหาก....
“นี่แหละคำตอบของทุกคำถามที่นายถามมา” ยามะพีพูดด้วยท่าทีนิ่งสงบ ไม่แปลกใจที่ได้เห็นท่าทางสั่นกลัวของเด็กรุ่นน้องตรงหน้า.....เข้าใจดีว่าต่อจากนี้ ต่อจากที่เขาทำลงไปเมื่อครู่นี้ ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“รุ่นพี่...หมายความว่ายังไง”
น้ำเสียงของยูยะยังคงสั่นน้อยๆ มองผู้เป็นรุ่นพี่ด้วยแววตาสับสน ไม่เข้าใจและ...ไม่แน่ใจ เขาไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง
“จูบน่ะ...จะทำกับคนที่รู้สึกรักเท่านั้น เข้าใจหรือยัง”
“..........”
เทโกชิ ยูยะไม่เคยรู้มาก่อนว่าการหาเสียงตัวเองให้เจอมันยากขนาดนี้ จากสิ่งที่เขาได้ยิน...ถ้าเขาไม่ได้ฟังผิดหรือตีความหมายผิดไป สิ่งที่รุ่นพี่พูดนั่นหมายความว่า.....รักงั้นหรือ ?
รุ่นพี่รักเขา...อย่างนั้นหรือ...?
“ผม...ผมไม่เข้าใจ เรื่อง...จูบ...มันเกี่ยวข้องยังไงกับเรื่องที่รุ่นพี่หลบหน้าผม” ถามไปก็หน้าแดงไป จนคนมองอยากจะจับแก้มแดงๆ นั่นมาหอมอีกสักฟอดใหญ่ๆ แต่ที่ทำได้ตอนนี้ก็แค่พูดออกไปในทุกสิ่งที่อยู่ในใจเขาเท่านั้น
“คืนนั้น....นายเมามาก ฉันพานายไปส่งที่ห้อง แล้วนายก็โวยวายว่าเหนียวตัว อยากจะอาบน้ำ เลยถอดเสื้อผ้าตัวเองออกหมด...แต่จากนั้นก็หมดฤทธิ์หลับคาเตียงไปทั้งอย่างนั้น ฉันเห็นนายนอนหลับไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ ก็เลย...เช็ดตัวให้”
คนฟังแก้มร้อนขึ้นมาทันทีหลังจากที่ได้ฟังวีรกรรมน่าอายของตัวเอง และประโยคสุดท้ายที่รุ่นพี่พูด....นี่ก็แสดงว่ารุ่นพี่ยามาชิตะไม่ได้เป็นคนถอดเสื้อผ้าเขาสินะ แต่ว่าเช็ดตัวให้...อย่างนั้นหรือ.....คิดภาพตามแล้วยูยะก็หน้าแดงแก้มร้อนขึ้นมาอีกครั้ง
“แล้ว...ยังไงต่อฮะ” คนตัวเล็กกลั้นใจถามออกไป แม้ว่ามันจะมีอะไรหรือไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่อจากนั้นก็ตาม เขาก็ต้องฟังให้จบ
“จากนั้น...ฉันก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ก็เลยจูบนาย...ฉันจึงได้รู้ตัวว่า ฉันอยู่ใกล้นายต่อไปไม่ได้แล้ว”
ยามะพีเว้นจังหวะการพูดไปครู่หนึ่งเมื่อคิดย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์ในวันนั้นที่ลอยวนเวียนอยู่ในหัวเขาตลอดหลายวันที่ผ่านมา....ภาพของเด็กรุ่นน้องที่เปลือยกายนอนหลับอยู่บนเตียงอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่าทำให้รุ่นพี่คนนี้มือไม้สั่นแค่ไหนตอนที่เช็ดตัวให้...ทำให้เขาต้องห้ามใจตัวเองมากแค่ไหนที่จะไม่ทำอะไรที่มันเกินเลยลงไปนอกจากจูบๆ เดียว
และด้วยสมาธิที่กระเจิดกระเจิงไปเสียหมดตั้งแต่ได้เห็นเรือนร่างอันบอบบางของผู้เป็นรุ่นน้อง ยามะพีจึงหยิบคว้าได้แค่เสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวมาใส่ให้คนร่างเล็กอย่างลวกๆ ก่อนจะห่มผ้าให้กันคนตัวเล็กไม่สบายเพราะใส่เสื้อผ้าแค่น้อยชิ้น จากนั้นเขาก็สะกดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่านของตัวเองอยู่นาน และตัดสินใจที่จะนอนค้างที่ห้องของเด็กรุ่นน้องคนนี้ด้วยในที่สุด ก่อนที่เขาจะไม่มีโอกาสได้ทำแบบนี้อีก เพราะเขาตั้งใจแล้วว่าจากนี้ไปจะถอยห่างออกมาเพื่อสวัสดิภาพของตัวยูยะเอง....และของใจเขาเองด้วยเช่นกัน
“....จริงอยู่ที่ฉันรู้ตัวเองมานานแล้วว่าฉันชอบนาย...ฉันชอบรอยยิ้มของนายที่ยิ้มให้ฉัน และอยากจะเก็บรอยยิ้มนั้นไว้คนเดียว...แต่เรื่องคืนนั้นมันทำให้ฉันรู้ว่า ฉันคงห้ามใจตัวเองไม่ได้แน่ถ้าได้อยู่ใกล้นาย ฉันต้องเผลอทำอะไรที่มากกว่าจูบเดียวแน่ๆ เพราะงั้นฉันจึงพยายามไม่เจอนายอีก….และที่ฉันโมโหนายวันนี้และพยายามจะดึงให้นายออกห่างจากไอ้โอกุรินั่น เพราะฉันรักนายไงยูยะ ฉันหึงทุกคนที่เข้ามาใกล้นาย เข้าใจหรือยัง”
ยูยะไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ยินคำพูดสารภาพรักของรุ่นพี่ที่เขารู้สึกดีด้วยท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้....กลิ่นยาในโรงพยาบาล ตัวเขาที่มีสภาพยุ่งเหยิงไปทั้งหน้าทั้งผม และรุ่นพี่ยามาชิตะที่อยู่ในสภาพคนป่วยมีสายน้ำเกลือห้อยติดอยู่กับแขนแบบในตอนนี้
และขณะที่เขากำลังคิดหาคำพูดที่จะพูดอยู่นั่นเอง คนที่เพิ่งสารภาพรักกับเขาเมื่อครู่กลับพูดจาตัดรอนขึ้นเสียก่อนโดยที่ไม่ให้โอกาสยูยะพูดอะไรออกมาสักคำ
“ในเมื่อรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว นายไปซะเถอะยูยะ กลับไปก่อนที่ฉันจะทำอะไรนายเหมือนคืนนั้น หรือยิ่งกว่าคืนนั้น ฉันไม่ไว้ใจตัวเองเลย.....”
“เดี๋ยวสิฮะรุ่นพี่ จะไม่ฟังที่ผมจะพูดบ้างเลยหรือไง” ยูยะพูดขัดขึ้นเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ยอมฟังอะไรจากเขาเลย “ผมกับพี่ชุนไม่ได้มีอะไรกันนะ พี่ชุนเป็นญาติผู้พี่ของมัสสึดะ แล้วก็เป็นรุ่นพี่ที่ผมสนิทด้วยคนหนึ่งเท่านั้น แล้วอีกอย่าง....”
พูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของยูยะก็เริ่มอ่อนลงเหมือนไม่ค่อยแน่ใจว่าจะพูดออกไปดีหรือไม่ แต่ยูยะก็ตัดสินใจได้ในที่สุด
“ผม...ผมก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันคืออะไร ตั้งแต่ที่ได้รู้จักกับรุ่นพี่ ผมก็เผลอมองหารุ่นพี่บ่อยๆ อยากเห็นหน้ารุ่นพี่ทุกวัน.....พอเกิดเรื่องคืนนั้นผมยังคิดกับตัวเองเลยว่า...ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ผมคงไม่เสียใจ เพราะคนๆ นั้นคือรุ่นพี่ ผมคิดว่าบางที...บางทีนะฮะ...ผมอาจจะ...ชอบรุ่นพี่เหมือนกันก็ได้”
ยามะพีมองหน้าคนพูดประโยคยาวๆ เมื่อครู่ด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้จะบรรยายออกมายังไง...เขาทั้งอึ้ง ทั้งมึนงง สมองเหมือนชาไปชั่วขณะ...ไม่รู้แม้แต่ว่าจะพูดอะไรต่อไปดีเมื่อได้ฟังในสิ่งที่ยามะพีไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ฟังมาก่อนตั้งแต่ที่รู้ใจตัวเอง.....เขารู้แต่เพียงว่าในตอนนี้ เขาอยากจะจูบคนน่ารักที่พูดจาได้ถูกใจอีกสักครั้ง
“ยูยะ มานี่หน่อยสิ”
“อ-อะไรฮะ”
แม้จะสงสัยว่าคนเป็นรุ่นพี่จะทำอะไร แต่เทโกชิ ยูยะก็ยอมเดินเข้าไปใกล้เตียงคนป่วยตามที่ถูกบอกให้ทำอย่างว่าง่าย และในชั่ววินาทีที่ถูกมือใหญ่กระตุกแขนให้ตัวเขาลงไปแนบชิดกับตัวคนป่วยที่นอนอยู่อีกครั้งนั่นเอง ยูยะก็รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปภายหลังวินาทีนี้
“...อืม.....”
เสียงใสของคนตัวเล็กครางขึ้นในลำคอเมื่อถูกริมฝีปากร้อนนาบลงมาประกบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งแรก เพราะโพรงปากเล็กของยูยะนั้นถูกสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยลิ้นร้อนของใครอีกคน ซึ่งยูยะทำได้แค่เปิดทางให้ผู้เป็นรุ่นพี่อย่างเต็มที่เท่านั้น และเขาก็ได้ยินเสียงตอบรับอย่างพอใจจากลำคอของยามะพี
ร่างเล็กหอบฮักสูดเอาลมหายใจเข้าเต็มปอดเมื่อถูกปากร้อนนั้นปล่อยให้เป็นอิสระในที่สุด แต่ก็เป็นเพียงอิสรภาพในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีเท่านั้น เมื่อเจ้าของริมฝีปากร้อนชวนให้หลงใหลกดจูบลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า...อีกครั้งและอีกครั้งราวกับเรียวปากเล็กของยูยะเป็นน้ำผึ้งอันแสนหวานที่ลิ้มชิมเท่าไรก็ไม่เคยพอ
ช่วงเวลานี้ยูยะไม่รู้แล้วว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหนและทำอะไรอยู่ เขารู้แต่เพียงว่าจูบของรุ่นพี่ทำให้เขาเคลิบเคลิ้มเหมือนตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งความสุข เหมือนกับโลกทั้งใบอันกว้างใหญ่นี้ มีเพียงยูยะและยามะเท่านั้น
แต่ความสุขนั้นก็เป็นอันต้องชะงักลงเมื่อริมฝีปากร้อนของยามะพีเปลี่ยนเป้าหมายจากปากเล็กของยูยะ...ไปที่ซอกคออันหอมกรุ่นแทน
วินาทีนั้นเองที่เทโกชิ ยูยะรู้สึกตัวว่าที่นี่คือที่ไหน และเขากำลังทำอะไรอยู่
“รุ่นพี่!! หยุดก่อนฮะ รุ่นพี่จะทำอะไร”
ร่างเล็กพยายามดันใบหน้าอันหล่อเหลาของยามะพีออกไปจากซอกคอของตัวเอง แต่ก็ทำได้ยากเหลือเกินเพราะตอนนี้ร่างทั้งร่างของยูยะสั่นสะท้านไปหมดจากรสจูบที่มัวเมาให้เขาหลงใหลไม่รู้สึกตัวเมื่อครู่
“ฉันว่าฉันบอกนายไปแล้วไม่ใช่หรือยูยะว่าฉันอยากทำอะไร...อะไรที่มากกว่าจูบเดียว”
ยามะพียอมถอนริมฝีปากจากซอกคอหอมกรุ่นมามองหน้าเด็กรุ่นน้องด้วยสายตาหวานฉ่ำ...และถ้ายูยะมองไม่ผิด มีประกายตาวิบวับแพรวพราวออกมาจากแววตาของรุ่นพี่มือไวคนนี้ด้วย
“แต่นี่มันโรงพยาบาลนะครับ แล้วรุ่นพี่ก็ป่วยอยู่ด้วย” ยูยะติงเรื่องความเหมาะสมของกาลเทศะและเป็นห่วงในสุขภาพของผู้เป็นรุ่นพี่ แต่กลับโดนย้อนเข้าให้
“งั้นถ้าที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล และฉันไม่ได้ป่วยอยู่ นายก็โอเคใช่ไหม”
ยูยะฟังคำพูดยอกย้อนนั้นแล้วอยากจะแยกเขี้ยวใส่คนพูดเสียเหลือเกิน “ไม่! จะตอนไหนที่ไหนก็ไม่โอเคทั้งนั้นแหละฮะ”
“ทำไมล่ะยูยะ นายบอกว่านายรักฉันไม่ใช่หรือ”
“ใครบอก ผมยังไม่ทันพูดว่ารักซักคำ แค่อาจจะชอบต่างหาก”
ยามะพียิ้มกับคำตอบเฉไฉนั้น “นั่นล่ะ เหมือนกัน จะรัก จะชอบ หรืออาจจะชอบ ฉันก็เหมารวมเป็นความหมายเดียวกันหมดแหละ”
“คนบ้า ขี้ตู่ไปเองชัดๆ ไม่เอาแล้วผมกลับดีกว่า ดึกแล้วด้วย”
ร่างเล็กได้ทีเปลี่ยนเรื่องพูดเมื่อหันไปเห็นนาฬิกาบอกเวลาใกล้จะสามทุ่มเข้าไปแล้ว ขืนอยู่ต่อนานกว่านี้ รถไฟได้หมดก่อนแน่ๆ แถมตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทนเสน่ห์อันล้นเหลือของคนป่วยคนนี้ได้นานเท่าไหร่เสียด้วยสิ
“อากาศข้างนอกหนาวออก ค้างที่นี่ดีกว่าน่ายูยะ”
คนที่เคยพูดไล่ให้เขากลับบ้าน ในยามนี้กลับเป็นฝ่ายพยายามพูดชักจูงให้อยู่ต่อโดยเอาดินฟ้าอากาศมาอ้าง พร้อมกับเอามือโอบรอบเอวเขาไว้หลวมๆ.....นี่ก็เหมือนกัน ยูยะไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมานั่งอยู่บนเตียงเดียวกับคนป่วยตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นตอนที่เขากำลังหลงมัวเมาไปกับรสจูบอันแสนหวานที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้กระมัง
ยูยะคิดต่ออย่างกลัวใจตัวเองว่า....นี่ขนาดแค่จูบเดียวยังทำให้เขาขึ้นมานั่งเกยตักบนเตียงเดียวกันได้ขนาดนี้ ขืนเขายอมค้างที่นี่ด้วย สงสัยตอนเช้าเขาคง........ฮึ่ยย.....ไม่อยากจะคิดเลยเถอะว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปถ้าอยู่ข้ามคืนกับผู้ชายมือไวคนนี้
“ไม่เอา ผมจะกลับ” เป็นห่วงอธิปไตยของตัวเองขึ้นมาครามครัน
“ทำไมล่ะ ไหนบอกถ้าเป็นฉันนายจะไม่เสียใจไง”
ยามะพียกคำพูดของยูยะขึ้นมาพูดใหม่ ซึ่งคนตัวเล็กก็ตอบเฉไฉไปได้อีกครั้ง
“ผมหมายถึงคืนนั้น ไม่ใช่ตอนนี้เสียหน่อย”
“แต่สำหรับฉัน จะตอนไหนก็เหมือนกันนั่นล่ะ” พูดจบก็ฝังริมฝีปากลงมาที่ซอกคอหอมกรุ่น แถมยังมีออฟชั่นเสริมโดยการใช้มือสอดเข้ามาใต้เสื้อตัวเล็กอีกด้วย ทำเอาคนถูกจู่โจมร้องห้ามเสียงหลงแทบไม่ทัน
“ไม่เหมือนกันสักนิด ปล่อยนะรุ่นพี่ ไม่เอาน้า~~!!”
ยามาชิตะ โทโมฮิสะยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นกริยาต่อต้านจากคนในอ้อมกอด พลางหัวเราะหึเบาๆ เมื่อคิดว่าถ้าเขาจะทำจริงๆ แรงต่อต้านแค่นี้ยังไงก็สู้เขาไม่ได้หรอก แค่จูบนิดเดียวยังตัวสั่นเป็นลูกนกเสียขนาดนั้นนี่นะ
“ฉันไม่ทำอะไรหรอกน่า...เดี๋ยวนายติดหวัด ขอแค่กอดอย่างเดียวได้ไหมล่ะหืม...”
ยูยะไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับนิ่งเงียบ หน้าแดงเมื่อตีความหมายจากประโยคที่ได้ยิน.....หมายความว่าถ้าตอนนี้รุ่นพี่ไม่ได้เป็นหวัด ก็จะทำอะไรมากกว่ากอดใช่ไหมล่ะเนี่ย.....
“โธ่ยูยะ ไม่เห็นใจกันบ้างหรือ อากาศหนาวๆ แบบนี้มากอดกันดีกว่า ฉันนอนคิดถึงคืนนั้นทุกคืนเลย อยากนอนบนเตียงเดียวกันกับนายอีกจัง” ยามะพีพูดเสียงออดอ้อน...ชนิดที่ว่าถ้ามีเพื่อนเขาคนใดคนหนึ่งมาได้ยินต้องอ้วกแตกกันไปข้างแน่ๆ
“ไอ้รุ่นพี่บ้า พูดเรื่องแบบนี้ออกมาหน้าตาเฉย ผมหลงนึกว่ารุ่นพี่เป็นคนสุภาพพูดน้อยเงียบขรึมมาตั้งนาน” คนตัวเล็กว่าพลางหน้าแดงแก้มร้อนไม่หยุด...ถ้าเขาจะเป็นไข้ตามรุ่นพี่บ้านี่ไปในนาทีใดนาทีหนึ่ง ยูยะก็ไม่แปลกใจตัวเองเลย
“คนสุภาพพูดน้อยเงียบขรึมพูดเรื่องบนเตียงไม่ได้หรือยูยะ” มาอีกแล้ว หมัดฮุกซ้ายของรุ่นพี่ที่ทำเอาคนฟังจุกไปทั้งตัวและหัวใจ
“เลิกพูดอะไรแบบนี้เถอะครับ รุ่นพี่ไม่อาย แต่ผมก็อายเป็นนะ”
ยามะพีหัวเราะเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้นของเด็กรุ่นน้องที่ฟังดูเหมือนจะจิกกัดกลายๆ ก่อนจะฝังจมูกลงบนพวงแก้มนุ่มนั้นอย่างที่ใจต้องการ
“ชื่นใจ”
เทโกชิ ยูยะไม่รู้จะทำยังไงกับคนปากว่ามือถึง มือไวใจเร็วนี่ดี จึงได้แต่ค้อนลมค้อนแล้งไปเรื่อย เพราะสุดท้ายแล้วก็เป็นตัวเขาเองนั่นล่ะที่เป็นฝ่ายยอมให้รุ่นพี่คนนี้ทำอะไรตามใจ
และยูยะก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าเขารู้สึกดีกับการที่มีรุ่นพี่ยามาชิตะอยู่ข้างๆ แบบนี้
“หลังจากฉันออกจากโรงพยาบาลแล้ว นายมาค้างที่ห้องฉันไหม” ยามะพีพูดขึ้นทั้งๆ ที่ยังคลอเคลียพวงแก้มนุ่มไม่ห่าง
“ไม่เอาหรอกครับ” ขืนไปก็มีแต่เสียกับเสียน่ะซี....คนตัวเล็กครางในใจ
“น่านะยูยะ ฉันยังไปนอนค้างห้องนายมาแล้วเลย นายก็มาค้างที่ห้องฉันบ้างซี ผลัดกันไง”
“ผมไม่ได้ชวนรุ่นพี่มาค้างเสียหน่อย รุ่นพี่มานอนค้างห้องผมเองต่างหาก”
“เถอะน่า นายจะชวนหรือฉันไปเอง ผลลัพธ์มันก็เหมือนเดิมอยู่ดี จริงไหม”
“รุ่นพี่...” เทโกชิ ยูยะครางเสียงอ่อนเมื่อรู้ว่าถึงเถียงไปก็เอาชนะพ่อปลาไหลคนนี้ไม่ได้อยู่ดี แถมแต่ละประโยคที่พูดมาก็ทำให้ยูยะหน้าร้อนผ่าวๆ ไม่หยุดเสียด้วย
“เรียกยามะพีเถอะนะยูยะ” คนหล่อละจากการคลอเคลียแก้มนุ่มเป็นเอาคางมาวางเกยบนไหล่บางแทน
“...ยามะพี”
“ดีมาก เป็นเด็กดีต้องให้รางวัล”
ว่าแล้วรุ่นพี่หล่อเทพประทานของยูยะก็ทำการให้รางวัลเด็กดีที่ว่านอนสอนง่ายด้วยริมฝีปากร้อนอีกครั้ง...และอีกครั้ง.......
.......................................................................................................
(( แถมท้าย ))
“เฮ้ยๆ อย่าดันดิวะไอ้มัสสึ” โอกุริ ชุนบ่นญาติผู้น้องตัวอวบที่เอามือของมันมาดันหลังเขาอยู่นั่น
“โธ่พี่ชุน ก็ผมมองไม่เห็นนี่นา รุ่นพี่นิชิกิโดเขยิบไปหน่อยสิครับ” มัสสึดะหันไปโทษเรียวที่เอาตัวบังช่องประตูนั้นซะมิด ทำเอาเรียวหันมาแยกเขี้ยวใส่
“อะไร ฉันเป็นเพื่อนไอ้พีฉันต้องได้เห็นมากกว่าสิ...ว่าแต่ทำไมมันไม่ทำอะไรกันสักทีวะ ไอ้ปลาทองไร้น้ำยาเอ๊ย...”
เรียวบ่นเพื่อนงึมงำอยู่หลายประโยค ก็ตั้งแต่ยืนแอบมองอยู่ตรงช่องประตูห้องนี้มันก็ร่วมชั่วโมงแล้วนะ เห็นจะทำๆ ก็ไม่ทำอะไรมากกว่าจูบซะที นี่ใช่ยามาชิตะ โทโมฮิสะตัวจริงรึเปล่าครับเนี่ย
“ถ้างั้นผมก็ชนะน่ะสิ จ่ายมาเลยรุ่นพี่นิชิกิโด พี่ชุนด้วย”
น้ำเสียงมัสสึดะมีแววร่าเริงเมื่อเห็นว่าผู้เป็นเพื่อนยังอยู่รอดปลอดภัยดีตามที่ตัวเองได้พนันเอาไว้กับรุ่นพี่ทั้งสอง แต่เรียวกับชุนกลับหันมาพูดพร้อมกัน(ด้วยความงกเงินยิ่งชีพ)ซะงั้น
“ยังไม่พ้นคืนนี้/ยังไม่เช้าเว้ย รอดูไปก่อนเหอะไอ้มัสสึ”
มัสสึดะ ทาคาฮิสะอ้าปากค้างเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากรุ่นพี่ทั้งสองคน....คือผมต้องยืนแอบดูเพื่อนกับรุ่นพี่สวีทวิดวิ้วกันจนถึงเช้าเลยหรือวะครับเนี่ย ให้ตายเถอะมัสสึดะเอ๊ย....ไอ้ยูยะ แกอย่าให้รุ่นพี่ยามาชิตะล่วงล้ำอธิปไตยแกได้นะเฟ้ย ไม่งั้นมัสสึคนนี้เนี่ยแหละจะหมดตัวตายก่อนเพราะไม่มีอะไรกินนอกจากแกลบ T^T
ส่วนความคิดของอีกสองคนน่ะหรือ......
“ไอ้พีจัง แกรีบๆ ทำอะไรน้องบัดดี้กูซะทีเหอะ กูจะได้ไปนอน” – นิชิกิโด เรียว พี่บัดดี้ผู้แสนดี
“ยูยะน้องรัก ยอมๆ ยามาชิตะมันไปเหอะ พี่ง่วงแล้ว” – โอกุริ ชุน รุ่นพี่ที่น่าเคารพของยูยะ
.
.
“ฮัดชิ้ว!”
เทโกชิ ยูยะลูบจมูกตัวเองป้อยๆ หลังจากจามไปชุดใหญ่.....ถ้าเขาไม่ได้ติดหวัดจากคนป่วยจอมเจ้าเล่ห์ที่นั่งซ้อนหลังอยู่นี้เข้า ก็คงจะมีคนบ่นคิดถึงเขาหลายคนเชียวล่ะ
.
.
.
หรือบางทีอาจจะทั้งสองอย่างเลยก็ได้นี่นะ
^^
~ The end ~
จบแล้ววว จบลงแล้วในที่สุดกับฟิคพีเทชชี่ที่แต่งจบเรื่องแรก สาระมันอยู่ตรงไหน?? เอิ่ม...ก็ไม่รู้สินะ (หัวเราะ)
เรื่องนี้คิดพลอตออกเพราะอากาศหนาวๆ ช่วงนี้หล่ะค่ะ แบบอยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่า ถ้ามีคนให้เรานอนกอดตอนอากาศหนาวๆ แบบนี้ก็คงจะดีสิน้า...เลยออกมาเป็นฟิคเรื่องนี้ล่ะค่า แต่ดูเนื้อเรื่องแล้วไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับอากาศหนาวๆ เท่าไหร่เลยแฮะ เหอๆๆ (เพราะแต่งไปแต่งมาก็ออกนอกพลอต5555)
และเพราะแต่งออกนอกพลอตนี่แหละค่ะ เมเลยเชิญ "โอกุริ ชุน" สุดหล่อมารับเชิญนิดหน่อยย (ซึ่งอ่านดูแล้ว บทอาจจะมากกว่า "พี่บัดดี้" ของน้องเทชอีก (หัวเราะ) เค้าป่าวลำเอียงน้าพี่เรียว (ฮา...))
เจอกันเรื่องหน้าค่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด จะเข็นฟิควาเลนไทน์พีเทชชี่มาให้อ่านกัน~ (ย้ำว่าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะ อุอุ)
สารบัญ Ficton





ป๋า อีเอ็มเอสในบลอกไปเน้ออ
#1 By Ya_M_asaki & I-PrA on 2011-01-27 21:45