KiSS on your LiP ~ 4 [End]
posted on 26 Oct 2010 01:36 by melodii-fiction in YamaJima
[ Yamada x Nakajima ]
ร่างบางของนาคาจิม่า ยูโตะกำลังยืนหอบหายใจอยู่ในห้องนอนของตัวเอง มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาเพื่อจับจังหวะการเต้นของหัวใจที่หน้าอกข้างซ้าย เมื่อเขานึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองใจเต้นแรงมากเพียงใด
“ทำไมต้องใจเต้นแรงขนาดนี้ด้วยนะ”
ปากบางพึมพำในขณะที่สมองยังคงคิดถึงแต่ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่เหมือนมีคนมากดปุ่มรีเพลย์ซ้ำไปซ้ำมา ยูโตะพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองให้คงที่ก่อนจะเดินไปนั่งที่เตียงนุ่ม เผลอยกมือขึ้นลูบริมฝีปากไปมาเหมือนคนไม่รู้สึกตัว
หนึ่งสัปดาห์ที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับเพื่อนข้างบ้านคนนั้นมันทำให้เขารู้สึกว่า แท้จริงแล้วตัวเขาโหยหาความอบอุ่นของใครอีกคนมากเพียงใด...ทั้งๆ ที่ทุกครั้งที่ยามะจังเข้ามาใกล้.....เข้ามา...จูบ...เขาก็จะรู้สึกเขินและไม่อยากให้ยามะจังทำแบบนั้น แต่พอห่างกันนานขนาดนี้.....ทำให้ยูโตะรู้ตัวว่า จริงๆ แล้ว.....เขาก็ต้องการริมฝีปากของยามะจังไปไม่น้อยกว่ากันเลย...
แต่ถึงกระนั้น...ยูโตะก็ยังไม่เข้าใจ เหตุผลอะไรที่ยามะจังต้องตีตัวออกห่างในหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ยิ่งฟังยามะจังพูด เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจยามะจังเลยสักนิด ไม่เข้าใจทั้งการกระทำ ไม่เข้าใจว่ายามะจังจูบเขาทำไม?
ยูโตะไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่รู้ว่า การจูบนั้นมันเป็นการกระทำที่คนรักกันเขาทำกัน.....แล้วเขากับยามะจังล่ะ?.....เขากับยามะจังเป็นแค่เพื่อนกัน แค่เพื่อนกันเท่านั้น ไม่ใช่คนรักกัน แล้วทำไม......ยามะจังถึงทำแบบนี้
ทำไมยามาดะ เรียวสุเกะถึงจูบเขา.....ทั้งเมื่อครู่ และ ตลอดเก้าปีที่ผ่านมา....?
ทั้งๆ ที่เคยคิดแล้วแท้ๆ ว่าจะเป็นเพราะอะไรมันก็ไม่สำคัญ แต่นั่นมันเป็นเพราะเขามียามะจังอยู่ข้างกายจนลืมคิดไปต่างหากล่ะ
แล้วถ้าสักวันหนึ่ง วันที่ยามะจังมีแฟน วันที่ยามะจังให้ความรักกับใครอีกคน...ใครอีกคนที่ไม่ใช่เขา
วันนั้นยูโตะจะเป็นยังไง?
วันนั้นตัวเขาจะเป็นยังไงกันนะ...?
.......................................................................................................
คุณนายนาคาจิม่าค่อยๆ ปิดประตูห้องนอนของลูกชายลงอย่างเบามือที่สุด....ยิ่งเห็นอาการเหม่อลอยแบบนี้ เธอยิ่งไม่สบายใจ ตั้งแต่ที่ได้รู้จักกับเรียวสุเกะคุงมา เธอไม่เคยเห็นลูกชายของเธอกับเพื่อนข้างบ้านคนนี้ทะเลาะหรือทำตัวห่างเหินกันถึงเพียงนี้มาก่อน......แถมนี่ก็ปาเข้าไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่ยูโตะลูกชายเธอก็ยังคงไม่พูดถึงเรียวสุเกะคุง หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ.....ยูโตะหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรียวสุเกะคุงนั่นล่ะ
แล้วทำไมยูโตะต้องทำอย่างนั้น ?
‘ก็แค่เด็กสองคนที่มีเรื่องผิดใจกันนิดหน่อยเท่านั้นล่ะครับ คุณน้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก’
ฮิเดอากิให้คำตอบกับเธอแบบนี้เมื่อเธอถามไปว่าทำไมยูโตะกับเรียวสุเกะคุงถึงดูห่างเหินกันผิดปกติ
‘แต่น้าว่ามันแปลกๆ นะทักกี้...น้าไม่เคยเห็นยูโตะแยกกับเรียวสุเกะคุงแบบนี้มาก่อน มีเรื่องอะไรทะเลาะกันใหญ่โตหรือเปล่า เราไปถามให้น้าหน่อยสิ น้าถามเท่าไหร่ยูโตะก็ไม่ยอมตอบ’
‘ไม่มีอะไรหรอกครับคุณน้า ผมรับรองได้’ ทักกี้ตอบด้วยรอยยิ้ม ซึ่งทำให้เธอใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังกังวลใจอยู่ดี
‘แล้วทำไมเราถึงได้มั่นใจขนาดนั้นล่ะ’
ฮิเดอากิไม่ตอบเธอในทันที แต่กลับอมยิ้มเล็กๆ คล้ายกับมีเรื่องอะไรน่าพึงใจบางอย่าง
‘นั่นก็เพราะ...แววตาและการกระทำของเด็กสองคนนั้นล่ะครับ ที่ทำให้ผมคิดอย่างนั้น’
“แววตา...และการกระทำ อย่างนั้นหรือ?”
คุณนายนาคาจิม่าพูดพึมพำออกมาอย่างไม่เข้าใจ....ทักกี้หมายความว่าอะไรกันนะ เธอโคลงศีรษะได้รูปเล็กน้อยแล้วเดินลงไปยังชั้นล่าง
“เอ่อ...”
“อ้าว เรียวสุเกะคุง....มาหายูโตะหรือจ๊ะ”
“คะ..ครับ ยูโตะอยู่หรือเปล่าครับ” ถามเพื่อความแน่ใจอีกที เพราะกว่าที่เขาจะเดินกลับมาจากร้านกาแฟนั้นบวกกับเวลายืนทำใจอีกหลายสิบนาที ก็ไม่รู้ว่าคนร่างบางที่เขากำลังคิดถึงนั้นหนีเขาไปที่ไหนหรือเปล่า
“อยู่สิจ๊ะ อยู่บนห้องนั่นล่ะ.....แต่เดี๋ยวก่อน เรียวสุเกะคุง” คุณนายนาคาจิม่ารีบเรียกรั้งเด็กหนุ่มตรงหน้าไว้แล้วมองหน้าเรียวสุเกะนิ่ง “น้าไม่รู้หรอกนะว่าระหว่างเรากับยูโตะเกิดอะไรขึ้น แต่น้าอยากจะบอกเรียวสุเกะคุงเอาไว้....ยูโตะน่ะเป็นเด็กดื้อ บางครั้งก็เจ้าอารมณ์ ขี้งอน และที่สำคัญ ยูโตะง้อใครไม่เป็น”
“ครับ...ผมรู้”
“และที่สำคัญอีกอย่าง....ยูโตะน่ะ เป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในเรื่องของตัวเอง กับเรื่องคนอื่นน่ะอาจจะทำซ่าทำเก่ง แต่พอเรื่องของตัวเองกลับเอาแต่คิดมาก คิดนู่นคิดนี่....เรียวสุเกะคุง เข้าใจที่น้าพูดใช่ไหม”
“ครับ”
“ดีจ้ะ...งั้นน้าฝากยูโตะด้วยละกันนะ เดี๋ยวน้าต้องไปทำธุระข้างนอกสักพัก แล้วก็....คุยกันดีๆ ล่ะเรา”
คุณนายนาคาจิม่าส่งยิ้มให้อย่างใจดีก่อนจะหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกจากบ้านไป ทิ้งให้เด็กหนุ่มนาม ยามาดะ เรียวสุเกะ เผชิญหน้ากับคนร่างบางที่อยู่บนห้องเพียงลำพัง
.
.
.....เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเบาๆ ไม่ได้ทำให้ร่างที่กำลังนอนอยู่บนเตียงหันไปสนใจมันสักนิด ยูโตะยังคงนอนหลับตานิ่งๆ หูทั้งสองข้างมีหูฟังใส่ไว้หากแต่ในโสตประสาทของเขาตอนนี้ไม่ได้รับรู้ถึงเพลงที่กำลังเล่นอยู่นี่เลย
จนเมื่อมีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาจนถึงข้างเตียงนั่นล่ะ ยูโตะถึงได้รู้ว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในห้องคนเดียวอีกต่อไป....แต่ใครจะสน เพราะไม่ว่าจะเป็นแม่หรือน้องชายที่เดินเข้ามา พอเห็นเขานอนหลับตาอยู่อย่างนี้ก็คงจะออกไปเองอยู่ดีนั่นล่ะ
แต่ยูโตะคงลืมคิดไปว่านอกจากคนในครอบครัวแล้ว เขายังมี “ใครอีกคนหนึ่ง” ที่สามารถเข้าออกบ้านเขาได้สบายๆ และก็รวมไปถึงสามารถเข้าออกห้องนอนของเขาโดยไม่มีใครว่าด้วย
“ยูโตะจัง...”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้ร่างบางเกร็งตัวขึ้นโดยฉับพลัน แม้จะเป็นคำพูดเพียงคำเดียว แต่ยูโตะก็รู้ดีว่าคนที่กำลังยืนอยู่ข้างเตียงเขาในตอนนี้คือใคร
“...หลับแล้วหรือ”
คล้ายจะได้ยินเสียงถอนหายใจแว่วมาเบาๆ ก่อนยูโตะจะรู้สึกว่าเตียงของเขามันยุบลงไปจากน้ำหนักตัวของใครอีกคน เรียวสุเกะทอดสายตามองร่างบางบนเตียงอยู่นาน...นานจนคนแกล้งหลับรู้สึกอึดอัดและเกร็งตัวไปหมด จะขยับก็ไม่ได้ จะลืมตาขึ้นมาก็ไม่ได้อีก....
แล้วจะทำยังไงดีเนี่ยยูโตะเอ๊ย!
“...ทำไมกันนะ....ยูโตะจัง..”
เรียวสุเกะพึมพำเบาๆ แต่ยูโตะก็ยังได้ยินอยู่ดี ร่างบางเกร็งตัวนิ่ง พยายามเงี่ยหูฟังว่าเพื่อนสมัยเด็กของเขาคนนี้....กำลังจะพูดอะไร
เวลาผ่านไปนานหลายนาทีทว่ายามะจังก็ยังคงเงียบอยู่อย่างนั้น จนยูโตะหมดความอดทนที่จะรอ ตัดสินใจที่จะลืมตาขึ้นมา ในนาทีนั้นเองที่เขาได้ยินคำพูดประโยคหนึ่งจากใครอีกคน ที่ดูเหมือนว่า..
มันเป็นประโยคที่เขารอคอยมาทั้งชีวิต
“...ทำไมคุณถึงไม่รู้เลยว่าผมรักคุณมากมายขนาดไหน...ที่ทำไปทุกอย่างมันยังบอกคุณไม่ได้หรือว่าผมรักยูโตะจังมาก....มากจนตัวเองก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะรักใครได้มากขนาดนี้...”
“...แล้วทำไมยูโตะจังถึงไม่รับรู้ความรู้สึกของผมบ้างเลย.....หรือว่าจริงๆ แล้ว.....มีแค่ผมฝ่ายเดียวที่คิดแบบนั้น..”
“ไม่ใช่ซะหน่อย!”
เสียงที่ตอบกลับมาทำเอายามาดะ เรียวสุเกะตกใจจนสะดุ้งตัว....ก็ใครจะคิดล่ะว่าคนที่หลับอยู่จะโพล่งขึ้นมากะทันหันแบบนี้
และที่สำคัญ....ยูโตะได้ยินอะไรไปบ้าง?
“ย..ยูโตะจัง”
คนตัวบางจัดการถอดหูฟังออก ลุกขึ้นนั่งจ้องหน้าใครอีกคนนิ่ง...นิ่งจนเรียวสุเกะรู้สึกกลัว
กลัวว่าคนตรงหน้าจะพูดปฏิเสธอะไรออกมา
“ทำไมยามะจังถึงคิดแบบนั้นล่ะ”
“เอ๋...แบบนั้น?”
“ทำไมยามะจังถึงคิดว่าเราไม่รับรู้ความรู้สึกของยามะจังล่ะ”
“...ยูโตะจัง หมายความว่า...”
“เราก็แค่ไม่แน่ใจ ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง....เพราะยามะจัง ไม่เคยพูดคำนั้นออกมายังไงล่ะ”
“.....พูดมันออกมาอีกทีได้ไหม..?”
เรียวสุเกะนิ่งอึ้งไปกับคำพูดของร่างบางตรงหน้า สมองค่อยๆ ประมวลผลคำพูดของยูโตะช้าๆ....หมายความว่า..ยูโตะจังรู้มาตลอดเลยหรือว่าเขารู้สึกยังไง และคิดอะไรกับยูโตะ
คิดอะไร..ที่มันเกินเพื่อนมาตั้งนานแล้ว
“หมายความว่า ยูโตะจัง....รู้...มาตลอดเลยหรือ?”
ยูโตะถอนหายใจออกมาเบาๆ
“จริงๆ แล้วเราก็ไม่รู้อะไรหรอกยามะจัง ไม่เคยรู้อะไรเลย....หรือจะพูดก็คือ เราไม่เคยคิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้น เราไม่อยากคิดว่ายามะจัง...รักเรา...เพราะว่าถ้ามันไม่ใช่อย่างที่เราคิดขึ้นมา วันนั้นเราคงเจ็บมาก...เราคงเข้าหน้ายามะจังไม่ติดอีก......เราไม่อยากให้ยามะจังเกลียดเรา”
“ไม่มีทาง ผมไม่มีวันเกลียดยูโตะจังหรอก....ยูโตะจังต่างหากที่จะเกลียดผม”
“ทำไมยามะจังถึงคิดอย่างนั้นล่ะ”
“ก็เพราะ....ผมรักยูโตะจังไงครับ....รักมาก รักมาตั้งนานแล้ว....อาจจะรักตั้งแต่วันแรกที่เราได้เจอกันด้วยซ้ำไป....แต่ผม...ไม่กล้าบอก ไม่กล้าจะพูดมันออกมา....ผมกลัวว่าถ้าผมพูดออกไป ยูโตะจังจะเกลียดผม จะไม่เป็นเพื่อนกับผมอีก...”
“เพราะอย่างนั้นก็เลยเอาแต่จูบเราน่ะเหรอ? ยามะจังบ้า!”
ร่างบางกอดอกฉับ หันหน้าหนีไปอีกทางด้วยความโมโห ...แต่ริมฝีปากบางกลับมีรอยยิ้มแต่งแต้มขึ้นด้วยความสุขใจ “...ถ้าไม่รู้สึกอะไรด้วย เป็นใครจะยอมให้จูบล่ะ ตาบ้า”
“เอ๋? ยูโตะจังพูดว่าอะไรนะครับ”
“ไม่รู้ ไม่ได้ยินก็ช่าง” รู้หรอกว่าได้ยิน ถ้าไม่ได้ยินจริง จะยิ้มทั้งตาทั้งปากแบบนั้นหรือไงเล่า คนผีทะเล!
“น่านะ...พูดอีกครั้งสิครับยูโตะจัง ผมไม่ได้ยินอะไรเลยจริงๆ น้า...”
“ไม่พูด! อย่ามายุ่งนะ ไปไหนก็ไปเลยไป”
“ถ้าไปจริงๆ เดี๋ยวคนแถวนี้คิดถึงแย่เลยสิครับเนี่ย”
“ใคร? อย่ามามั่วนะยามะจัง...อ๊ะ...นี่....”
เรียวสุเกะไม่พูดอะไรอีกแต่กลับโน้มหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าหวานจนชิด...มีเพียงลมหายใจคั่นกลางเท่านั้น ทำเอายูโตะใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เปลือกตาค่อยๆ ปิดลงช้าๆ.....
“...ขอจูบได้ไหมครับ...”
เรียวสุเกะเอ่ยขอคำอนุญาตจากปากของอีกฝ่าย ทั้งที่มันก็ไม่จำเป็นสักนิด
“...แล้วเคยไม่ได้หรือไงกันเล่า......อื้ออ.....”
รางวัลของคนช่างพูดคือจูบหวานๆ ที่เด็กหนุ่มนามยามาดะ เรียวสุเกะมอบให้ด้วยความเต็มใจอย่างที่สุด ทั้งคู่ปล่อยให้ริมฝีปากได้สัมผัสกันด้วยความรัก คลอเคลียกันด้วยความคิดถึง.....ไม่ต้องมีคำพูดสวยหรูที่ฟังแล้วดูดีหรือโรแมนติกอะไรมากมาย.....ขอแค่วันนี้เรามีกันและกันก็เพียงพอแล้ว
เพียงแค่ได้ยินเสียงลมหายใจเพื่อรับรู้ถึงการมีชีวิตอยู่
เพียงแค่ได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจเพื่อรู้ถึงการมีตัวตนของกันและกัน
เพียงแค่ได้เห็นเงาสะท้อนในแววตาเพื่อบอกว่าเราจะอยู่เคียงคู่กันไปแบบนี้
และเพียงแค่มีความรักจากใจถึงใจของเราทั้งสองคน....เท่านั้นก็เพียงพอแล้วจริงๆ.....
ยามาดะ เรียวสุเกะ
นาคาจิม่า ยูโตะ.
.......................................................................................................
(( แถมท้าย ))
เรียวสุเกะยืนมองสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “คอนโด” ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าแล้วยิ้มออกมานิดๆ กำลังจะก้าวเข้าไปแต่แรงกระตุกที่แขนข้างหนึ่งก็ทำให้เด็กหนุ่มต้องหันกลับมามองร่างบางที่ยังยืนนิ่งไม่ยอมก้าวตามมาอย่างสงสัย
“ยูโตะจัง เป็นอะไรครับ?”
“ยามะจัง กลับกันเถอะน้า....เราไม่อยากเข้าไปอ่า..”
เรียวสุเกะเลิกคิ้วมองคนรักด้วยสายตาอ่อนโยน “ทำไมล่ะครับ พี่ยูยะ ยูโตะจังก็เคยเจอแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่...พี่ของยามะจังน่ากลัวจะตาย ถึงจะหล่อก็เถอะ แต่ชอบทำหน้าดุใส่เราอะ”
เด็กหนุ่มแทบจะหัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินเหตุผลของคนตัวบาง....แต่ที่ยูโตะคิดก็ไม่ผิดหรอก พี่เขาน่ะ ถ้าคนไม่รู้จักหรือไม่สนิทพอจะรู้นิสัยจริงๆ ก็คงจะคิดว่าพี่ยูยะน่ากลัวทั้งนั้นล่ะ ก็ชอบทำหน้าดุ เก๊กหน้านิ่งตลอดเวลาอย่างนั้นน่ะนะ....ถ้าไม่ใช่น้อง เขาก็คงจะไม่รู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วพี่ของเขาคนนี้นิสัยเด็กขนาดไหน - -”
“แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าพี่ยูยะไม่ช่วยเตือนสติผมในตอนนั้น ผมก็อาจจะไม่มีวันได้บอกความในใจกับยูโตะจังเลยก็ได้นะ”
“อือ...แต่ว่า.....”
“ไปเถอะครับ”
เรียวสุเกะอาศัยช่วงที่ยูโตะกำลังยืนตัดสินใจจับมือบางแล้วออกแรงดึงให้เดินเข้าไปในตึกทันที แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะเดินไปถึงหน้าลิฟต์ เด็กผู้ชายตัวเล็กคนหนึ่งก็วิ่งมาชนเขาเสียก่อน
“อ๊ะ เป็นอะไรมากไหม”
เรียวสุเกะเอ่ยถามเมื่อเห็นเด็กคนนั้นเซไปนิดหนึ่งตอนที่ชนกับเขา แต่ร่างเล็กนั้นกลับส่ายหน้าเร็วๆ ว่าไม่เป็นอะไรแล้วรีบวิ่งต่อเหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่าง แต่วิ่งไปได้อีกสองสามก้าว เด็กคนนั้นก็ทรุดลงกับพื้นแล้วเอามือจับขา....สงสัยขาจะแพลงสินะ
“ไปนั่งตรงนั้นก่อนดีกว่า”
เด็กหนุ่มเดินไปช่วยพยุงร่างเล็กให้ยืนขึ้นโดยมียูโตะคอยช่วยอีกแรง แต่ยังไม่ทันที่จะได้เคลื่อนย้ายคนเจ็บไปนั่งตามที่ว่าไว้ เสียงเรียกชื่อเขาก็ดังขึ้นไกลๆ ก็ทำให้เรียวสุเกะเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ.......ใครเรียกเขากัน?
‘คำตอบ’ วิ่งมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ เพราะพอมองอีกที ทาคาคิ ยูยะก็มายืนอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว....แถมดูผมเผ้ายุ่งเหยิงยังไงไม่รู้สิ ทำอะไรมานะ?
“อ้าวพี่ ผมกำลังจะขึ้นไปหาพอดีเลย แต่เด็กคนนี้วิ่งมาชนก่อน แถมดูเหมือนขาจะแพล..ง...”
“เห็นมั้ย จะวิ่งหนีทำไม เป็นเรื่องจนได้ ไหนดูซิ เจ็บมากรึเปล่า”
“นายไม่ต้องมายุ่ง! ฉันไม่เจ็บซะหน่อย แล้วฉันก็ไม่ได้วิ่งหนีนายด้วย อย่ามามั่ว!”
“ยังจะปากแข็งอีก เจ็บแล้วยังอวดเก่ง มานี่มา จะพาไปทำแผล”
“ไม่นะ! ปล่อยนะไอ้บ้า ไอ้ทาคาคิบ้า! ปล่อยเซ่~!!”
“เอ่อ...”
ผู้มีศักดิ์เป็นน้องได้แต่ยืนอึ้งมองพี่ชายตัวเองกับเด็กตัวเล็กทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น จนในที่สุดพี่ของเขาก็แบกเด็กคนนั้นพาดบ่าเดินไป แต่ดูเหมือนคนหล่อเขาเพิ่งจะคิดออกว่ายังมีน้องกับแฟนน้องยืนอยู่ในเหตุการณ์จึงหันมามองแล้วเอ่ยคำลาแบบไม่ค่อยใส่ใจนัก จากนั้นก็เดินเข้าลิฟต์ไปพร้อมกับเด็กตัวเล็กที่ดิ้นอยู่บนบ่า
...เอ่อ - -”
“นั่น...พี่ของยามะจังกับ...แฟน...เหรอ” ยูโตะถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ ซึ่งเรียวสุเกะก็ส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่รู้เหมือนกัน
แต่ถ้าใช่อย่างที่ยูโตะพูด....สงสัยจะได้มีเรื่องไปเม้าท์กับแม่แล้วสิเนี่ย
ทาคาคิ ยูยะผู้(เก๊ก)มาดขรึมกินเด็ก ~ ฮ่าๆๆ ^^
“งั้นเราไปจู๋จี๋กันบ้างดีกว่าเนอะ ยูโตะจังของผม”
“จะบ้าเหรอ ยามะจังก็.....” ร่างบางว่าอย่างเอียงอาย แต่มือกลับควงแขนร่างหนาของคนรักอย่างเต็มใจซะนี่ (?)
“รักนะครับยูโตะจัง”
“อื้ม...(รัก)เหมือนกัน”
ยูโตะพูดพึมพำในลำคอ ใบหน้าหวานขึ้นสีจัด...จะยังไงเขาก็ยังไม่กล้าบอกรักยามะจังแบบจริงจังอยู่ดี จะให้ทำไง ก็คนมันเขินนี่นา ~
เรียวสุเกะอมยิ้มกับท่าทางน่ารักนั้น...เถอะ ให้เขารอทั้งชีวิตก็ยังได้ คำว่ารักมันก็แค่คำพูดเพียงคำเดียว แค่ตอนนี้เขารับรู้ได้ถึงความรักของยูโตะ ถึงแม้จะไม่พูดออกมาเป็นคำให้ได้ยิน แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วล่ะสำหรับเขา
เพราะยังไง เขาก็ยังมีเวลาอีกทั้งชีวิตเพื่อจะรอฟังคำๆ นั้นจากปากร่างบางคนนี้นี่นะ
^^
~ The Happy Ending ~
สารบัญ Ficton



